สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ในความทรงจำของข้าพเจ้า
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ในความทรงจำของข้าพเจ้า
โดย สิทธิเดช มหาสาวังกุล
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เป็นเจ้านายราชวงศ์ชั้นสูงอีกพระองค์หนึ่งที่ทรงโปรดช้างเป็นอย่างมาก และนับว่าเป็นบุญของข้าพเจ้า ที่ได้มีโอกาสถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ข้าพเจ้าได้เรียนจบจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2536 และได้มาเริ่มงานครั้งแรกในชีวิต ในตำแหน่ง พนักงานสัตวแพทย์ ระดับ 3 สังกัด ฝ่ายอุตสาหกรรมป่าไม้ภาคเหนือ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จ.ลำปาง ซึ่งในขณะนั้นได้ก่อตั้งศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยขึ้น เพื่อจะนำช้างที่ตกงานจากการทำไม้ป่า มาเข้าสู่ภาคการท่องเที่ยวแทน ในช่วงนั้นข้าพเจ้าได้มีโอกาศได้รู้จักกับ คุณพิไลพรรณ สมบัติศิริ ซึ่งเป็นข้าราชบริพารรับใช้ ในองค์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ซึ่งท่านได้เป็นผู้ก่อตั้งกองทุนรักษ์ช้างภาคเหนือ และชักชวนกลุ่มเพื่อนฝูงที่ประสพความสำเร็จทางธุรกิจ ระดมเงินมาช่วยเหลือช้างในศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย
ทรงรับช้างพระธิดาไว้ในพระอุปถัมภ์เชือกแรก
ในปีนั้นเอง ช้างพังยม อายุ 40 ปี ซึ่งเป็นช้างที่ตั้งท้องตัวแรกของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย กับช้างพลายแก้ว และมีกำหนดใกล้คลอด ข้าพเจ้าได้ทราบจากคุณพิไลพรรณว่า พระองค์ท่านตั้งพระทัย ที่จะเสด็จมาทอดพระเนตรช้างพังยมตกลูกด้วยพระองค์เอง และจะมาเป็นการส่วนพระองค์ไม่ให้ใครรู้ ไม่ว่าจะดึกดื่นเวลาใด หรือจะตกลูกในป่าก็ตาม ท่านก็จะสามารถเสด็จมาได้ โดยขอให้ทางข้าพเจ้า และทีมงาน คอยดูแลสุขภาพของพังยมให้ดีที่สุด และคอยรายงานความคืบหน้าผ่านทางคุณพิไลพรรณ นี่เป็นเหตุการณ์แรก ที่ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ตัวข้าพเจ้าและชาวพนักงานของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย ทุกท่าน ต่างอยู่ในพระเนตรพระกรรณของพระองค์ท่านตลอดเวลา ถึงแม้ว่าพระองค์ท่านจะยังไม่เคยเสด็จมาที่นี่เลยก็ตาม แต่จากการหารือกับหน่วยงานการปกครองในจังหวัดลำปาง ต่างก็เป็นห่วงในการถวายอารักขาความปลอดภัยของ พระองค์ท่าน จึงไม่ได้เสด็จมาในคราวนั้น ช้างพังยมตกลูก เวลาประมาณเกือบเที่ยงคืน ของวันที่ 24 ตุลาคม 2536 ถึงแม้ว่าพระองค์จะไม่ได้เสด็จมา แต่ก็ได้ทรงทอดพระเนตรช้างพังยมตกลูกผ่านทางวีดีโอ ซึ่งมีคนบันทึกได้ในขณะตกลูกพอดี
เมื่อลูกของพังยมอายุได้ 1 ปี พระองค์ท่านได้เสด็จมาเยี่ยมลูกช้างพังยม และทรงรับลูกพังยมไว้เป็นช้างในพระอุปถัมภ์ ในวันที่ 8 ตุลาคม 2537 ในวันนั้นมีการทำพิธี ฮ้องขวัญช้างพังยมและลูก ตามพิธีแบบล้านนา ซึ่งลูกช้างพังยมพวกเราจะเรียกกันว่าพระธิดา พร้อมกันนั้นพระองค์ท่านได้ตั้งชื่อช้างพระธิดา ว่า “ จุฑานันท์ ” ซึ่ง “ จุฑา ”แปลว่า ที่สูงของศรีษะ “ นันท์ ” แปลว่า ความยินดี ความรื่นเริง พร้อมกับประทานแผ่นทองทำสลักพระนามหนึ่งสลึง พร้อมกระดึงผูกคอ ให้กับลูกช้างพระธิดา เพื่อเป็นสิริมงคลด้วย ในคราวเสด็จคราวนั้นถือเป็นครั้งแรกที่พระองค์ท่านได้เสด็จมาเยี่ยมศูนย์ อนุรักษ์ช้างไทย แต่ข้าพเจ้ามิได้อยู่รับเสด็จพระองค์ท่านเนื่องจากข้าพเจ้าได้ลาบวช1พรรษา
หลังจากคราวนั้นแม้พระองค์ท่านจะยังไม่ได้ทอดพระเนตรช้างพังยมตกลูก แต่พระองค์ท่านมีความตั้งพระทัยว่า หากมีช้างท้องเชือกอื่นจะตกลูกก็อยากจะมาดูด้วยพระองค์เอง และก็มีเหตุน่าอัศจรรย์ใจ คือในวันที่ 6 พฤษภาคม 2540 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันประสูติของพระองค์ท่าน ช้างพังวังเจ้า ของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย ก็ได้ร้องครวญคราง และตกลูกมา เป็นลูกช้างเพศเมีย ความทราบถึงพระองค์ท่าน จึงได้ทรงรับลูกช้างพังวังเจ้าเป็นช้างในอุปถัมภ์ของพระองค์ท่าน และในวันที่ 27 ธันวาคม 2540 พระองค์ได้ทรงเสด็จเยี่ยมศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยเป็นการส่วนพระองค์ โดยพระองค์ท่านได้เสด็จมาถึงศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย เวลาประมาณ 15.00 น และได้มาเยี่ยมลูกช้างกับแม่วังเจ้าที่คอกช้างเล็กเป็นอันดับแรก ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้าเฝ้าท่าน พร้อมกับ ผ.อ.องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ในสมัยนั้น คือ นายณรงค์ สุกรี และได้ถวายรายงานเกี่ยวกับลูกช้างเชือกนี้ และท่านก็ทรงซักถามข้อมูลอย่างเป็นกันเอง ไม่ถือพระองค์ ลูกช้างแสดงอาการซุกซนมาก ใช้สองขาหน้าปีนคอก และยื่นงวงมารับกล้วย อ้อย จากพระองค์ท่าน หลังจากนั้นพระองค์ได้ประทานชื่อลูกช้างว่า
“ วนาลี ” แปลว่าทางแนวป่า หลังจากนั้นทรงทอดพระเนตรการแสดงช้าง ซึ่งข้าพเจ้าพร้อมด้วย ผ.อ. อ.อ.ป.และนายสวัสดิ์ ตวงรัตน์หรดี หัวหน้าศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยสมัยนั้น ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าใกล้ชิด ถวายรายงานระหว่างทอดพระเนตรการแสดง ยังความปลาบปลื้มแก่ข้าพเจ้าเป็นอย่างมาก
ทรงประทานเงินส่วนพระองค์เพื่อก่อตั้งโรงพยาบาลช้าง
ในช่วงตั้งแต่การเปิดศูนย์ฯ เป็นต้นมานั้น ทางศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยได้เป็นผู้ริเริ่มที่ก่อตั้งโครงการโรงพยาบาลช้าง ขึ้น เพื่อที่จะรองรับช้างป่วยของชาวบ้านโดยไม่คิดมูลค่า เนื่องจากในยุคสมัยนั้น ช้างเลี้ยงของชาวบ้านมักถูกทารุณกรรมจากการใช้งานหนัก และหากช้างเจ็บป่วยแล้ว ไม่คุ้มกับการรักษาพยาบาล หรือกลับไปทำงานได้ปกติ ชาวบ้านมักจะทิ้งให้ช้างตาย และไปซื้อช้างตัวใหม่เพื่อทำงานได้ดีกว่า โครงการโรงพยาบาลช้างได้ก่อตั้งขึ้น โดยไม่ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลเลยในสมัยนั้น ได้อาศัยจากเงินบริจาคต่างๆ ของภาคเอกชนมาสนับสนุน ความทราบถึงพระองค์ท่าน จึงได้ประทานเงินส่วนพระองค์ จำนวน 500,000 บาท ( ห้าแสนบาท ) ให้กับ ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้เพื่อมาสบทบทุนก่อสร้างโรงพยาบาลช้าง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่เปี่ยมล้นไปด้วยพระเมตตาต่อช้างไทย ที่กำลังตกทุกข์ได้ยากในขณะนั้น
ในปี พ.ศ. 2542 ทางคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีการจัดการประชุมนานาชาติเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช้างเอเชียขึ้น พระองค์ท่านได้ทรงให้เกียรติเสด็จมาเป็นประธานในงานดังกล่าว และทรงประทานวโรกาส ให้ผู้แทนของแต่ละประเทศ รวมทั้งข้าพเจ้าด้วย ได้ฉายพระรูปร่วมกับพระองค์ท่าน และในค่ำวันเดียวกันนั้น ทรงประทานเลี้ยงอาหารค่ำให้แก่ผู้แทนแต่ละประเทศที่มาร่วมงาน รวมถึงข้าพเจ้าด้วย ที่ร้านอาหารบ้านสวน ริมแม่น้ำปิง จ.เชียงใหม่ และทรงมีพระปฎิสันถาร กับผู้มาร่วมงานอย่างเป็นกันเอง นับเป็นคืนแห่งความประทับใจของข้าพเจ้าอย่างที่สุด
ประทานเงินส่วนพระองค์จัดตั้งกองทุน “ สวัสดิการควาญช้าง ”
ใน ปีนั้นเองท่านก็ได้เสด็จมาเยี่ยมช้างในพระอุปถัมภ์ของพระองค์ท่านอีกครั้ง ที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จ.ลำปาง เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2542 ซึ่งขณะนั้นพระองค์ท่านมีช้างอยู่ในพระอุปถัมภ์ ถึง 2 เชือก และในการเสด็จคราวนี้เอง ที่พระองค์ท่านทรงเห็นว่า อาชีพควาญช้างเป็นอาชีพที่หายาก ต้องให้การสนับสนุน ช้างจะมีนิสัยที่ดีและสุขภาพที่ดี ก็ต้องอาศัยควาญช้างที่ดีในการดูแลช้าง ด้วย ฉะนั้นสวัสดิภาพและความเป็นอยู่ของควาญช้างจะต้องดีก่อน ช้างจึงจะมีความเป็นอยู่ที่ดีตามมา พระองค์ท่านจึงได้ทรงประทานเงินส่วนพระองค์ในการจัดตั้ง “ กองทุนสวัสดิการควาญช้างขึ้น “ เพื่อให้ความช่วยเหลือควาญช้างที่มีฐานะยากจนในกรณีที่ตนเอง ภรรยา หรือลูกเจ็บป่วย ก็สามารถนำเงินกองทุนมาช่วยเหลือได้ หรือลูกขาดแคลนทุนทรัพย์ในการศึกษาเล่าเรียน ก็สามารถนำเงินกองทุนมาใช้ได้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านมิได้มีแต่ช้างเท่านั้น ยังทรงมีความห่วงใยถึงผู้เลี้ยงช้างด้วย
ในวันที่ 13 มกราคม 2545 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ได้เสด็จเยี่ยมช้างพังพระธิดาและพังวนาลีที่พระองค์ทรงรับไว้ในพระอุปถัมภ์ ตลอดจนทรงเยี่ยมชมกิจการด้านต่างๆ ของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยอีกครั้ง เป็นครั้งที่ 4 และผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ในขณะนั้น ได้กราบทูลถวายรายงานความตั้งใจที่จะยกฐานะของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยขึ้นเป็น สถาบันคชบาลแห่งชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายขอบเขตการอนุรักษ์ – บริบาลช้างไทยให้ครอบคลุมทุกแง่มุมในการบรรเทาปัญหาที่เกิดกับช้าง โดยจะได้ตั้งสถาบันการศึกษาพัฒนาด้านต่างๆ เพื่อให้เกิดแนวทางการอนุรักษ์ช้างอย่างยั่งยืนพร้อมกับอนุรักษ์ประเพณี ชุมชนตลอดจนศาสตร์วิทยาการที่บรรพบุรุษให้ไว้เป็นมรดกให้สามารถสืบทอดไปยัง อนุชนรุ่นหลังต่อไป และเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2545 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้ารับสถาบันคชบาลแห่งชาติไว้ในพระอุปถัมภ์ ซึ่งนับว่าเป็นสิริมงคลและเป็นมิ่งขวัญในการพัฒนาสถาบันฯ ให้เจริญวัฒนาต่อไป
ทรงรับช้างป่วยถูกกับระเบิดอยู่ในพระอุปถัมภ์
การเสด็จครั้งนี้ หลังจากที่ท่านทรงทอดพระเนตรการแสดงช้างจบแล้ว ท่านได้เสด็จเยี่ยมช้างป่วยที่โรงพยาบาลช้างด้วย พระองค์ทรงซักถามอาการช้างป่วยแต่ละเชือก พร้อมทั้งแนวทางในการรักษา พระองค์ยังได้รับช้างป่วยพังกรุงศรี ที่ถูกกับระเบิดจากฝั่งพม่าซึ่งต้องใช้เวลาการรักษา นานหลายปี มาอยู่ในพระอุปถัมภ์ด้วย หลังจากนั้นพระองค์ท่านได้ทรงประทับเสวยพระสุธารส พักผ่อนอริยาบถ ยามเย็น ณ. ศาลาริมน้ำ บริเวณโรงช้างต้น ภายในศูนย์อนุรักษ์ช้าง ซึ่งในครั้งนั้นทรงประทานวโรกาส ให้ข้าพเจ้าได้ร่วมโต๊ะเสวยพระสุธารสด้วย ซึ่งที่ข้าพเจ้าจำได้ มีท่านผู้ว่าฯลำปาง ท่าน ร.ม.ต.ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ คุณ ริชาร์ด แลร์ คุณ ประสพ ทิพย์ประเสริฐ ร่วมโต๊ะเสวยด้วย พระองค์ท่านได้ทรงรับสั่งเรื่องช้างหลายๆ เรื่อง อย่างเป็นกันเอง ซึ่งข้าพเจ้ามีความประทับใจเป็นที่สุดและจดจำวันนั้นไว้ตลอดไป
หลังจาก ที่พระองค์ท่านได้ทรงรับสถาบันคชบาลแห่งชาติไว้ในพระอุปถัมภ์แล้ว ความช่วยเหลือทั้งจากภาครัฐและเอกชน ก็หลั่งไหลเข้ามาช่วยเหลืออย่างมากมาย ทำให้การทำงานที่เคยเป็นอุปสรรคก็สามารถลุล่วงไปได้เป็นอย่างดี เป็นเพราะบารมีของพระองค์ท่านโดยแท้ แม้กระนั้นพระองค์ท่านก็ยังทรงมีความเป็นห่วงเป็นใยตลอดเวลา เนื่องจากทรงทราบว่าค่าใช้จ่ายในการดูแลช้างนั้นในแต่ละปีมีมาก รายได้จากการท่องเที่ยวไม่พอกับค่าใช้จ่าย และในวันที่ 5 มกราคม 2548 พระองค์ท่านได้ประทานวโรกาส ให้ข้าพเจ้า และผู้บริหารของทางสถาบันฯ ได้เข้าเฝ้า ณ. วังเลอดิส ทรงได้ประทานเงินที่พระองค์ได้รับมาจากการแข่งขันโปโลช้างทั้งหมดที่มีผู้ ทูลเกล้าถวาย ให้กับทางสถาบันฯไว้ใช้จ่ายในการดูแลบริบาลช้าง และพระองค์ทรงมีรับสั่งหลายเรื่องเกี่ยวกับช้างแก่ผู้บริหารของทางสถาบันฯ
เสด็จเยี่ยมศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย ครั้งที่ 5
และ ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 ท่านได้เสด็จมาเยี่ยมศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย อีก เป็นครั้งที่ 5 พระองค์ได้เสด็จมาเยี่ยมโรงพยาบาลช้าง และทรงรับลูกช้างไว้ในพระอุปถัมภ์อีกหนึ่งเชือก โดยลูกช้างเชือกนี้ เกิดเมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2547 ซึ่งตรงกับวันประสูติของพระองค์ท่าน จากแม่ช้างที่ชื่อพังพุ่มพวง อายุประมาณ 23 ปี ซึ่งเป็นช้างสาวท้องแรก และลูกช้างกินนมแม่ค่อนข้างเก่ง แต่ว่าแม่ช้างไม่มีน้ำนมเพียงพอที่จะเลี้ยงลูก เนื่องจากท้องแรกทำให้ช้างค่อนข้างจะผอม ทางสัตวแพทย์จึงได้ให้นมที่ใช้เลี้ยงสัตว์เสริมแก่ลูกช้างเป็นประจำทุกวันใน เวลาเย็นก่อนที่ควาญช้างจะนำช้างแม่ลูกเข้าไปเลี้ยงในป่า ความได้ทราบถึงพระองค์ท่านและพระองค์ท่าน จึงมีพระประสงค์ที่จะป้อนนมลูกช้างด้วยพระองค์เอง และพระองค์ยังประทานอาหารช้างให้กับแม่ช้างด้วย ทรงประทานชื่อลูกช้างว่า “อลีนา” แปลว่า “ว่องไว”
หลังจากนั้นได้ทรงประทับนั่งที่โรงพยาบาลช้าง และประทานวโรกาสให้ทางสัตวแพทย์และควาญช้าง เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด และทรงมีพระปฎิสันถารด้วยอย่างไม่ถือพระองค์ พระองค์ทรงให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ปฎิบัติงานทุกๆคน ทรงเป็นห่วงช้างที่ถูกคนทำทารุณกรรม ทรงห่วงช้างที่เข้ามาเร่ร่อนในเมือง และทรงรับสั่งว่าจะเสด็จมาเยี่ยมให้กำลังใจอีกถ้ามีโอกาส แต่ว่าการเสด็จเยี่ยมศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยครั้งนี้ เป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าพเจ้าและพนักงานของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย ได้มีโอกาสเข้าเฝ้ารับเสด็จพระองค์ ถึงแม้นว่าพระองค์ท่านจะจากพวกเราไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่พวกเราก็น้อมลำรึกถึงคุณความดีของพระองค์ท่านที่ทรงมีพระเมตตากับช้างไทย และจะสืบสานปณิธานของพระองค์ท่านตลอดไป
Recent Comments