สบายดีไชยบุรี
หมอเหยี่ยว
ช่วงวันที่ ๑๓ ถึง ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๒ ผมได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมงานบุญช้าง (elephant festival) ณ แขวงไชยบุรี สปป.ลาว จากการเชิญของทีมงานสัตวแพทย์ลาวที่เคยได้มาศึกษาดูงานที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยและการสนับสนุนค่าที่พักและค่าเดินทางจาก elefantasia foundation การเดินทางครั้งนี้ผมได้เดินทางพร้อมกับน้าหนุ่ยช่างภาพใจดีที่ทำงานเพื่อช้างมาตลอดผมนัดเจอกับน้าหนุ่ยที่จังหวัดน่าน เพราะได้นัดกับทางสัตวแพทย์ลาวมารับที่ด่านชายแดนห้วยโก๋น ระหว่างรอน้าหนุ่ยที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ ผมก็ได้เดินสำรวจภายในเมืองน่าน เมืองน่านนั้นเป็นเมืองเล็กๆที่เงียบสงบ มีวัดโบราณเก่าๆเป็นจำนวนมาก และอาหารพื้นเมืองก็อร่อย ตอนเย็นผมได้ไปทานเข้าเย็นกับทีมปศุสัตว์จังหวัดน่านซึ่งก็มีรุ่นพี่และเพื่อนที่จบจากคณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาด้วยกัน
เช้าวันที่ ๑๓ มีนาคม ผมกับน้าหนุ่ยก็ไปรอสัตวแพทย์ลาวที่มารับตรงด่านชายแดนห้วยโก๋น ถ้าใครเคยศึกษาข้อมูลด้านประวัตศาสตร์ประชาธิปไตยของชาติไทยเรา ก็จะรู้ว่าที่หมู่บ้านห้วยโก๋นนี้เคยมีการเปิดยุทธการของทหารไทย และเสียสละเลือดเนื้อเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินของไทยเอาไว้ ประมาณบ่ายโมง เมื่อขึ้นรถของทางฝั่งลาวที่ห้วยโก๋นแล้ว ก็ไปตรวจเอกสารเข้าเมืองลาวตรงด่านตรวจคนเข้าเมืองของลาวตรงด่านเมืองเงิน ซึ่งก็ได้รับการอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดี พอตรวจเอกสารเสร็จ เราก็ออกเดินทางไปแขวงไชยบุรี โดยผ่าน เมืองเงิน เมืองหงสา โดยระยะการเดินทางประมาณ ๑๒๐ กิโลเมตร
ผมคิดในใจว่าการเดินทางน่าจะใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมง แต่เมื่อถามหมอพวง สัตวแพทย์ลาว เขาก็บอกว่าใช้เวลาประมาณ ๖ ชั่วโมง ตอนแรกในใจก็คิดว่าไม่น่าจะถึงเพราะแค่ ๑๒๐ กิเมตรเองแต่พอเริ่มออกตัวผ่านเมืองหงสาก็รู้สึกว่าคงเกิน ๖ ชั่วโมง เส้นทางเดินรถนั้น ในช่วงแรกที่ผ่านเมืองเงินไปเมืองหงสาถนนยังเป็นถนนอัดและมีลาดยางเป็นบางช่วงเพราะว่ามีเหมืองบ้านปูของไทยไปทำสัมปทานทำโรงไฟฟ้าที่เมืองหงสา มีพนักงานคนไทยเดินทางกลับประเทศบ่อย ทางจึงดีหน่อย แต่พอรถผ่านเมืองหงสาไปแล้วนั้นก็เริ่มการเดินทางแบบ off road เพราะว่าทางประเทศลาวเริ่มทำการสร้างถนนใหม่ตามถนนยังมีการก่อสร้าง เส้นทางนี้ต้องขับรถตะลุยดงฝุ่นไป จากเส้นทางนี้ระยะทางประมาณ ๘๐ กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ ๖ ชั่วโมง
หลังจากฝ่าดงฝุ่นมาเป็นเวลานาน เราก็มาถึง แขวงไชยบุรี ซึ่งเป็นเมืองที่สงบเงียบแต่ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลจึงผู้คนมีมากหน่อย เราเข้าที่พักอาบน้ำอาบท่าเสร็จก็เดินดูบริเวณรอบๆเมือง มีผู้คนมากหน้าหลายตา มาจากหลายๆเมืองของแขวงไชยบุรี เราเดินเข้าไปในงานบุญช้างของลาว บรรยากาศอาจจะเหมือนๆงานฤดูหนาวบ้านเรา ประมาณ ๕ ทุ่มเราจึงเดินกลับที่พัก
รุ่งเช้าเราตื่นมาแต่เช้าตรู่ เพื่อจะมาเก็บภาพของการเดินขบวนช้าง เราเดินเข้าไป ประมาณ 8 โมงเช้าที่บริเวณทุ่งนาใกล้กับที่พักของเรา ประมาณแปดโมงครึ่งขบวนแห่ก็เริ่มที่จะทยอยกันมาตั้งริ้วขบวน รวมทั้งขบวนช้างด้วย ผมค่อยๆเดินแทรกกับผู้คนมากหน้าหลายตาเข้าไปเก็บภาพในงาน เริ่มจากขบวนแห่นั้น ประกอบด้วยขบวนที่แสดงถึงกลุ่มคนเผ่าต่างๆที่อยู่ในแต่ละเมืองของแขวง รวมถึงเอกลักษณ์ และวัฒนธรรมที่สำคัญ และขบวนช้างที่แสดงถึงการใช้ประโยชน์ของช้าง เช่นลากไม้ ต่างของ และเป็นพาหนะ
พอขบวนมารวมตัวกันเสร็จ ที่สนามกีฬากลางของแขวงไชยบุรี มีรองประธานสภาของประเทศลาวมาเป็นคนเปิดงาน เมื่อเปิดงานเสร็จก็มีการแสดงของชนเผ่าต่างๆ การแสดงกระโดดร่ม และอื่นๆ หลังจากที่เปิดงานบุญช้างที่สนามกีฬาเสร็จแล้วผมก็ได้เดินตามขบวนช้างไปที่ลานแสดงช้างที่มีการแสดงการใช้ประโยชน์จากช้าง เช่น แสดงการลากไม้ การบายสีสู่ขวัญช้าง การนั่งช้าง
พอใกล้เที่ยงผมก็มาอยู่ที่เต็นท์ของทีมสัตวแพทย์ลาวที่เป็นหน่วยดูแลช้างในงานเทศกาลครั้งนี้ ซึ่งพวกเขาก็มีความรู้สึกยินดีที่มีหมอจากไทยได้ไปช่วยให้ความรู้ในการดูแลและควบคุมช้างในงานเทศกาลนี้ ประมาณบ่ายโมงเราได้ไปทานอาหารกัน โชคดีที่เจอกับคนไทยที่รู้จักกันเป็นอย่างดี เนื่องจากคนๆนั้นก็คือ อาจารย์ของผมสมัยเรียนที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ท่านเป็นคนชักชวนผมให้เข้ามาสนใจทำงานเกี่ยวกับช้างตั้งแต่เป็นนักศึกษา ท่านได้ลาออกจากการเป็นอาจารย์แล้วมาทำงานที่ปางช้างในเมืองหลวงพระบาง ประเทศเทศลาว ท่านพาทีมงานในปางช้างมาชมงานนี้ด้วย เมื่อเจอมิตรสหายเดิมที่เคยร่วมงานการสนทนาวงอาหารก็เป็นไปอย่างชื่นมื่น จนลืมเวลานาที เมื่อดูนาฬิกาก็ประมาณ ๕ ทุ่มแล้วจึงกลับเข้าที่พัก
เช้าวันสุดท้ายในลาวเราตื่นกันแต่เช้าตรู่เช่นเคย เพื่อมาเก็บตกภาพช้างที่เดินขบวนในวันใหม่ วันนี้เรานัดกับพี่ต่อ ซึ่งเป็นหอการค้าจังหวัดน่านซึ่งพาทีมงานผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน มาร่วมงานตามการเรียนเชิญของผู้ว่าการแขวง เรานัดกันที่ที่ทำการแขวงไชยบุรี เพื่อผมจะได้อาศัยติดรถกลับมาประเทศไทย เราออกเดินทางกันประมาณ ๑๑ โมง ข้ามมาถึงฝั่งไทยประมาณ ๔ โมงเย็น
แล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
การเดินทางในครั้งนี้ผมได้เห็นอะไรหลายอย่างมากมาย ได้เห็นความน่ารักของชาวลาว เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่แทบจะไม่แตกต่างจากของฝั่งไทยเรา แต่ที่จะลืมไม่ได้ก็ น้ำใจของพี่น้องคนไทยเราที่ไม่ว่าจะอยู่ต่างบ้านต่างเมืองก็จะคอยช่วยเหลือกัน ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมจะจดจำไว้ไม่ลืมเลย สำหรับเรื่องราวในการเดินทางของผมในฉบับนี้ก็ขอจบเพียงเท่านี้ ส่วนประสบการณ์ในการเดินทางไปสถานที่อื่นนั้น ผมก็จะนำมาเล่าในฉบับหน้านะครับ



Recent Comments