ย่ำศรีลังกา

ชีวิตหมอช้าง, รวมบทความเด่น Add comments

ย่ำศรีลังกา

นายสัตวแพทย์ปองพล หอมคง

เมื่อปลายเดือนกรกฏาคม ๒๕๕๑ ที่ผ่านมานี้ พอดีผมมีโอกาสได้เข้าร่วมงานประชุมชื่อว่า “Wildlife Health Issues in Public Health, Agriculture and Environmental Conservation” ณ เมือง Peradeniya ประเทศ ศรีลังกา โดยการเดินทางครั้งนี้ผมก็ได้รับการอนุเคราะห์จาก องค์กรณ์VWB (Veterinarian without Border) ของประเทศแคนนาดาเป็นผู้ให้การสนับสนุน ทำให้การเดินทางของผมนั้นค่อนข้างจะสะดวกสบายเพราะทางเจ้าหน้าที่องค์กรณ์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออก เป็นคนจัดการให้ทั้งหมด ผมเพียงแค่เดินไปเช็คอินแล้วก็ขึ้นเครื่องบินได้เลย เวลาที่ประเทศศรีลังกานั้นช้ากว่าบ้านเราเพียงแค่ประมาณ สองชั่วโมงครึ่ง เพราะฉนั้นการเดินทางจึงไม่ได้ทำให้ผมเหนื่อยล้าสักเท่าใดนัก แต่ก่อนหน้าที่ผมจะมานั้นอาจารย์ที่ปรึกษาผมซึ่งค่อนข้างสนิทกันก็บอกกับผมว่า เช็คดูให้ดีเน้อว่ามีคนมาฮับเฮาก่อ ที่นั่นมันโคลัมโบนะ บ่ใจ้บ้านเฮา(แกเป็นคนลำปางเลยพูดเหนือกับผม) ซึ่งตอนผมมาถึงที่สนามบินแห่งชาติ ของศรีลังกา ก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว ใจก็คิดเหมือนกันว่าจะมีคนมารับรึปล่าวแต่สุดท้ายก็โล่งอกเพราะ เจ้าหน้าที่จากมหาวิทยาลัยที่มารอรับผมก็พาผมไปยังที่พัก ซึ่งอยู่ที่เมืองเพราเดนิยา ห่างจากสนามบินหนึ่งร้อยกิโลเมตร แต่ก็กินเวลาเป็นสองชั่วโมงครึ่ง เนื่องจากถนนหนทางค่อนข้างจะเล็กและคดเคี้ยว

มาถึงเรื่องที่ผมอยากจะเล่าให้ท่านผู้อ่านได้ท่องเที่ยวไปกับผมครั้งนี้คือ ซึ่งมันก็ควรจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับช้าง เพราะผมได้ไปเยี่ยมชมดูช้าง ณ ประเทศศรีลังกาหลายๆที่ด้วยกัน ก่อนจะถึงเรื่องที่เกี่ยวกับช้างผมจะเล่าถึงมหาวิทยาลัยแห่งเดียวในประเทศศรีลังกาที่มีคณะสัตวแพทยศาสตร์ อยู่ซึ่งก็คือ มหาวิทยาลัยเพราเดนิยา (University of Peradeniya) มหาวิทยาลัยแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองหลวงเก่าก็คือเมืองแคนดี้

ซึ่งเป็นเมืองที่ค่อนข้างใหญ่พอสมควร โดยหมาวิทยาลัยนี้อยู่ในพื้นที่ ที่ประกอบไปด้วยที่สูง ที่ต่ำ(เป็นดอยเล็กๆ) บรรยากาศจะคล้ายกับหมาวิทยาลัยเชียงใหม่ของบ้านเรา แต่ที่น่าสนใจคือ มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีทางรถไฟวิ่งผ่านกลางมหาวิทยาลัยเลย จึงทำให้การเดินทางที่สะดวกที่สุดของเหล่าบรรดานักศึกษา ซึ่งก็อาจจะรวมไปถึงอาจารย์บางท่านด้วยก็คือ จับรถไฟมาที่มหาวิทลัยนั่นเอง ตอนที่ผมได้เข้ามาถึงที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ท่านคณบดี คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเพราเดนิยา ก็ได้มาให้การต้อนรับที่น่าแปลกใจคือท่านเป็นผู้หญิง ซึ่งเราไม่ค่อนได้พบในเมืองไทยเท่าไหร่สำหรับคณบดีที่เป็นสตรีเช่นนี้ ครั้นพอจะเดินชมคณะสัตวแพทยฯ ท่านก็ได้ให้ผู้ช่วยอาจารย์ ซึ่งเป็นนักศึกษาปริญญาโท มาเป็นไกด์พาผมเดินเที่ยวชมภายในทั้งหมด ซึ่งผมก็ได้สอบถามว่าการมีรถไฟวิ่งผ่านก็น่าจะดีนะ ส่วนคุณไกด์นั้นก็พูดติดตลกว่า ดีสิ เพราะเวลารถไฟวิ่งผ่านจะทำให้เกิดเสียงดังจนเรียนไม่ได้ อาจารย์ก็จะต้องพักเบรกทำให้เราได้พักบ่อยๆ หลังจากที่คุณไกด์พาผมเยี่ยมชมทั้งหมดทั้งมวลของมหาวิทยาลัยแล้ว ผมก็ทราบว่าจริงๆแล้วถึงแม้มหาวิทยาลัยแห่งนี้จะไม่ได้เก่าแก่อะไรมากมาย แต่ก็เป็นที่น่าสนใจว่าการจัดวางระบบระเบียบการเรียบการสอนของมหาวิทยาลัย ได้รับการสนับสนุน และการให้คำปรึกษาจากต่างชาติ ซึ่งก็ทำให้ระบบระเบียบค่อนข้างจะดีแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับประชาชน นักศึกษาของเค้าเองด้วยว่าจะให้การตอบรับได้ดีขนาดไหน

ความจริงผมก็กะว่าจะเล่าถึงเวิร์กชอปที่ผมได้ไปเข้าร่วมด้วย แต่ก็อาจจะทำให้ท่านผู้อ่านเบื่อ ไปได้เพราะค่อนข้างจะเป็นวิชาการซะส่วนใหญ่ แล้วหลังจากผมเสร็จจากเวิร์กชอป ผมก็มีเวลาอยู่ในประเทศศรีลังกาอีกสองวัน ผมเลยวางแผนในการท่องเที่ยวเพื่อจะได้ไปดูช้างของประเทศศรีลังกาบ้าง ซึ่งผมก็ปรึกษากับเพื่อนชาวศรีลังกาของผมคือ คุณลาซานต้า ซึ่งแกเคยมาฝึกงานที่ โรงพยาบาลช้างกับพวกเราเมื่อปลายปีที่แล้วตั้ง ๑ เดือน ซึ่งคุณลาซานต้า ซึ่งเป็นหมอประจำสวนสัตว์เดหิวาลา ที่เมืองโคลัมโบ และประจำอยู่ที่ ศูนย์ดูแลช้างกำพร้าพินนาวารา (Pinnawara Elephant Orphanage) ก็ได้ให้ความอนุเคราะห์ในการนำผมไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ

ผมได้นัดกับคุณลาซานต้าไว้ว่าผมจะไปหาคุณลาซานต้าที่ พินนาวารา ตอนเย็นหลังจากผมเสร็จจากเวิร์กชอปแล้ว ทันทีที่เสร็จจากเวิร์กชอป ผมก็ขอให้รถของทางมหาวิทยาลัยไปส่งผมหาเพื่อนชาวต่างชาติที่พินนาวาราทันที แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าผมไปถึงพินนาวารานั้นเป็นเวลาที่ค่อนข้างจะเย็นจึงทำให้ผมไม่ได้เห็นกิจกรรมดังที่คุณลาซานต้าเกริ่นให้ผมฟัง เช่นการต้อนช้างเอาไปอาบน้ำที่แม่น้ำ หรือการเลี้ยงแบบปล่อยให้อยู่ในทุ่ง โดยไม่ได้มัดไม่ได้ติดโซ่ พอผมไปถึงผมก็ได้พบกับนายสัตวแพทย์อีกสองท่าน คือ หมอจากัธ กับหมอชามินด้า ซึ่งก็ได้นำผมชมทั้งส่วนที่ช้างอยู่ โดยในตอนเย็นช้างจะกลับไปยืนอยู่ในโรงช้าง ยืนเรียงกันเป็นแถวๆ แต่ละโรงนับได้ประมาณเกือบยี่สิบตัวซึ่งเป็นช้างเพศเมียทั้งหมด ส่วนช้างเพศผู้ก็จะมัดแยกเลี้ยงไว้ข้างนอกที่ละตัว ผมเดินไปเดินมาเพื่อถ่ายรูปและดูความน่ารักของช้างศรีลังกา เดินไปเดินมาก็เจอช้างน้อยตัวหนึ่งชื่อปุ๊กกี้ พยายามเดินเข้ามาเล่นกับผมแต่ด้วยความไม่คุ้นเคยผมก็ไม่ค่อยจะเข้าไปเล่นด้วยมากนัก ทันใดนั้นหมอชามินดาก็เข้ามาเอาไม้มาตีก้นปุ๊กกี้แล้วก็ไล่ไป ซึ่งหมอชามินด้าได้บอกกับผมว่าช้างตัวนี้ค่อนข้างดื้อและเล่นแรง ก็ดีนะที่ผมยังไม่ทันได้เล่นด้วยไม่งั้นก็อาจจะเจ็บตัวได้ หลังจากที่เดินดูช้างเสร็จหมอชาวศรีลังกาก็ได้พาผมไปดูโรงพยาบาลช้างของเขากันบ้าง ซึ่งโรงพยาบาลช้างของพินนาวารา จะเป็นโรงเรือนปิด มีประตูเลื่อนบานใหญ่คอยเปิดให้ช้างเข้ามา ที่สังเกตเห็นก็คือ โรงพยาบาลช้างของที่นี่มีเครื่องเอกซ์เรย์ติดตั้งอยู่ด้วย ก็ทำให้ง่ายต่อการวินิจฉัยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระดูกและโครงร่างของร่างกาย นอกจากนั้นก็ยังมีเครื่องอุนต้าซาวน์ ซึ่งก็ช่วยในการตรวจวินิจฉัยอวัยวะภายในและกล้ามเนื้อได้ดีทีเดียว ผมก็สอบถามไปยังคุณหมอจากัธ ว่าของทั้งหมดนี้รัฐบาลสนับสนุนรึปล่าว แกก็บอกกับผมว่าไม่หรอกมีกองทุนจากต่างชาติเข้ามาให้การช่วยเหลือ

รุ่งเช้าผมตื่นขึ้นมาในเวลาใกล้เคียงกับตีห้าครึ่ง เนื่องจากเสียงเคาะประตู ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร คุณหมอลาซานต้านั่นเองโดยวันนี้แกจะพาผมไปชมสวนสัตว์เดหิวาลา ซึ่งอยู่ที่เมืองโคลัมโบเมืองหลวงของประเทศศรีลังกา แต่การเดินทางครั้งนี้มีอะไรที่ตื่นเต้นกว่าทุกครั้งนั่นคือ ผมเริ่มต้นเดินทางออกจากที่พักด้วยรถตุ๊ก ตุ๊ก ซึ่งรถตุ๊กๆของศรีลังกานั้นมีขนาดเล็กกว่าของบ้านเราอีกครับ ผมหิ้วกระเป๋าสองใบโตออกเดินตามคุณลาซานต้าไปเพื่อขึ้นรถตุ๊กๆ แล้วไปต่อรถโดยสารเพื่อไปยังโคลัมโบเมืองหลวงอีกทีนึง ตอนผมขึ้นรถโดยสาร รถยังค่อนข้างโล่งเนื่องจากเป็นสถานีต้นทางจากเมืองแคนดี้ไปสู่เมืองโคลัมโบ รถโดยสารที่ผมนั่งนั้นเป็นรถพัดลม(อารมณ์ประมาณรถ ป.๒ บ้านเรา) มีที่นั่งสองที่ด้านนึง และที่นั่งสามที่อีกด้านนึง ผมนั่งไปได้สักพักก็เริ่มง่วงและผล่อยหลับไป ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกทีเนื่องจากรู้สึกร้อนและเสียงคนคุยกันค่อนข้างดัง ปรากฏว่ารถโดยสารที่ผมนั่งนั้น ได้กลายเป็นรถปลากระป๋องไปซะแล้ว(คนแน่นมาก) นอกจากที่นั่งจะเต็มแล้วระหว่างทางเดินยังเบียดกันมาก มากจนผมคิดว่าไม่มีใครสามารถจะลุกไปไหนได้ถ้าไม่มีใครลงจากรถ เพื่อนชาวศรีลังกาได้บอกผมว่า รถจะเต็มตลอดเนื่องจากรถจะจอดทุกๆที่ที่มีคนโบกจะขึ้นรถ และจะรับคนขึ้นตลอดแม้ว่ารถจะเต็มแล้วก็ตาม เราเดินทางมาใกล้จะถึงเมืองหลวงเต็มที ก็พบว่าตำรวจได้โบกให้รถโดยสารจอด ผมก็นึกว่าจะคล้ายๆบ้านเราที่ตำรวจจะเดินขึ้นมาตรวงบนรถแล้วก็ปล่อยไป ปรากฏว่าปล่าวครับ ตำรวจเค้าให้ทุกคนลงจากรถโดยสารแล้วเข้าแถวตรวจทีละคน ผมมองไปที่ป้ายโฆษนาที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็เข้าใจถึงบางอ้อว่า อาทิตย์ที่จะถึงนั้น มีการประชุมสุดยอดผู้นำระหว่างประเทศเอเชียใต้(SAAC Committee) จึงทำให้มีการตรวจตราอย่างเข้มงวดรวมทั้งถนนบางสายที่อยู่ในเส้นทางที่เหล่าบรรดาท่านผู้นำใช้เดินทางก็มีการปิดเพื่อรักษาความปลอดภัยด้วย

ผมมาถึงสวนสัตว์เดหิวาลา(National Zoological Gardens Dehiwala) ในเวลาเกือบเที่ยงวัน คุณหมอลาซานต้าก็พาผมไปรับประทานอาหารกลางวันเสร็จเรียบร้อยเราก็เดินชมสวนสัตว์กัน ซึ่งเหตุผลหลักที่ผมอยากมาที่นี่เนื่องด้วยว่าเป็นหมอช้างก็เพราะผมอยากมาดูช้างที่อยู่ในสวนสัตว์บ้านเค้านั่นเอง ช้างที่นี่มีทั้งช้างเอเชียและช้างแอฟริกา ช้างเอเชียมีทั้งหมด ๗ เชือก ส่วนช้างแอฟริกานั้นมีตัวผู้อยู่เชือกนึง ตอนผมเดินไปถึงที่โรงช้าง ช้างเอเชียทั้งหมดถูกมัดอยู่ในโรงที่มีลักษณะสูงโปร่ง ทั้ง ๗ เชือก โดยประชาชนสามารถที่จะให้อาหารแก่ช้างได้ ควาญช้างของที่นี่พอทราบว่าผมเป็นหมอช้างจากเมืองไทยเค้าก็ยกมือไหว้ แล้วก็แสดงท่าทีที่เป็นมิตรอย่างยิ่ง ผมก็เลยได้สอบถามไปยังควาญช้างชาวศรีลังกาว่า ช้างแอฟริกาอยู่ไหน เค้าก็ตอบผมกลับมาว่า ช้างแอฟริกาตัวผู้นั้นค่อนข้างจะดุร้าย เลยแยกมัดแต่ก็อยู่ใกล้ๆบริเวณกัน แต่เนื่องจากตอนนี้แดดค่อนข้างร้อนควาญช้างเค้าเลยพาช้างไปอาบน้ำที่บ่อน้ำ ผมได้ยินดังนั้นก็ชักอยากเห็นช้างแอฟริกาเล่นน้ำแล้วซี เลยเดินไปดูพบว่าพลายโจอี้(ชื่อของช้างแอฟริกา) กำลังแช่น้ำอยู่และก็ดูท่าทางมีความสุขมากเลยทีเดียว แต่โจอี้ก็ทำหูแข็งไม่โบกพัดและจ้องมองมาที่ผม เนื่องด้วยว่าคงจะไม่คุ้นและต้องการอยากรู้ว่าผมมาทำไม สักพักผมเดินถ่ายรูปเล่นอยู่ในสวนสัตว์เพื่อรอเวลาที่จะต้องไปขึ้นเครื่องกลับเมืองไทยในเวลา ตี หนึ่งครึ่ง ประเทศศรีลังกา

เสียงที่ดังลอดออกมาจากลำโพงว่า ขณะนี้การบินไทยได้นำทุกท่านมาถึงกรุงเทพ ประเทศไทยแล้ว ก็เป็นสัญญาณว่าผมได้กลับสู่มาตุภูมิ บ้านเกิดเมืองนอนอันมีพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่๙ แห่งราชวงศ์จักรีเป็นประมุข ผมก็ค่อยๆลืมตา เข้าแถวเพื่อลงจากเครื่องบิน เพื่อกลับเอาความรู้และประสบการณ์อันเปี่ยมล้น ที่ได้จากการเยือนศรีลังกาครั้งนี้ มาต่อยอดการอนุรักษ์ช้างเชีย ของสยามประเทศให้คงอยู่ไว้ตราบนานเท่านาน

Leave a Reply

WP Theme & Icons by N.Design Studio
Entries RSS Comments RSS Log in