<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	>

<channel>
	<title>Elephant Doctor's blog</title>
	<atom:link href="http://blog.elephanthospital.com/?feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://blog.elephanthospital.com</link>
	<description>Just another WordPress weblog</description>
	<pubDate>Tue, 18 Aug 2009 04:09:25 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.6</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>สบายดีไชยบุรี</title>
		<link>http://blog.elephanthospital.com/?p=29</link>
		<comments>http://blog.elephanthospital.com/?p=29#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 18 Aug 2009 04:08:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ชีวิตหมอช้าง]]></category>

		<category><![CDATA[รวมบทความเด่น]]></category>

		<category><![CDATA[elephantasia]]></category>

		<category><![CDATA[ลาว]]></category>

		<category><![CDATA[สัตวแพทย์]]></category>

		<category><![CDATA[โรงพยาบาลช้าง]]></category>

		<category><![CDATA[ไชยบุรี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.elephanthospital.com/?p=29</guid>
		<description><![CDATA[  
สบายดีไชยบุรี
หมอเหยี่ยว
ช่วงวันที่ ๑๓ ถึง ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๒ ผมได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมงานบุญช้าง (elephant festival) ณ แขวงไชยบุรี สปป.ลาว จากการเชิญของทีมงานสัตวแพทย์ลาวที่เคยได้มาศึกษาดูงานที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยและการสนับสนุนค่าที่พักและค่าเดินทางจาก elefantasia foundation การเดินทางครั้งนี้ผมได้เดินทางพร้อมกับน้าหนุ่ยช่างภาพใจดีที่ทำงานเพื่อช้างมาตลอดผมนัดเจอกับน้าหนุ่ยที่จังหวัดน่าน เพราะได้นัดกับทางสัตวแพทย์ลาวมารับที่ด่านชายแดนห้วยโก๋น ระหว่างรอน้าหนุ่ยที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ ผมก็ได้เดินสำรวจภายในเมืองน่าน เมืองน่านนั้นเป็นเมืองเล็กๆที่เงียบสงบ มีวัดโบราณเก่าๆเป็นจำนวนมาก และอาหารพื้นเมืองก็อร่อย ตอนเย็นผมได้ไปทานเข้าเย็นกับทีมปศุสัตว์จังหวัดน่านซึ่งก็มีรุ่นพี่และเพื่อนที่จบจากคณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาด้วยกัน 

เช้าวันที่ ๑๓ มีนาคม ผมกับน้าหนุ่ยก็ไปรอสัตวแพทย์ลาวที่มารับตรงด่านชายแดนห้วยโก๋น ถ้าใครเคยศึกษาข้อมูลด้านประวัตศาสตร์ประชาธิปไตยของชาติไทยเรา ก็จะรู้ว่าที่หมู่บ้านห้วยโก๋นนี้เคยมีการเปิดยุทธการของทหารไทย และเสียสละเลือดเนื้อเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินของไทยเอาไว้ ประมาณบ่ายโมง เมื่อขึ้นรถของทางฝั่งลาวที่ห้วยโก๋นแล้ว ก็ไปตรวจเอกสารเข้าเมืองลาวตรงด่านตรวจคนเข้าเมืองของลาวตรงด่านเมืองเงิน ซึ่งก็ได้รับการอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดี พอตรวจเอกสารเสร็จ เราก็ออกเดินทางไปแขวงไชยบุรี โดยผ่าน เมืองเงิน เมืองหงสา โดยระยะการเดินทางประมาณ ๑๒๐ กิโลเมตร 
ผมคิดในใจว่าการเดินทางน่าจะใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมง แต่เมื่อถามหมอพวง สัตวแพทย์ลาว เขาก็บอกว่าใช้เวลาประมาณ ๖ ชั่วโมง ตอนแรกในใจก็คิดว่าไม่น่าจะถึงเพราะแค่ ๑๒๐ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><!--[if gte mso 9]><xml> <w:WordDocument> <w:View>Normal</w:View> <w:Zoom>0</w:Zoom> <w:PunctuationKerning /> <w:ValidateAgainstSchemas /> <w:SaveIfXMLInvalid>false</w:SaveIfXMLInvalid> <w:IgnoreMixedContent>false</w:IgnoreMixedContent> <w:AlwaysShowPlaceholderText>false</w:AlwaysShowPlaceholderText> <w:Compatibility> <w:BreakWrappedTables /> <w:SnapToGridInCell /> <w:ApplyBreakingRules /> <w:WrapTextWithPunct /> <w:UseAsianBreakRules /> <w:DontGrowAutofit /> </w:Compatibility> <w:BrowserLevel>MicrosoftInternetExplorer4</w:BrowserLevel> </w:WordDocument> </xml><![endif]--><!--[if gte mso 9]><xml> <w:LatentStyles DefLockedState="false" LatentStyleCount="156"> </w:LatentStyles> </xml><![endif]--> <!--[if gte mso 10]> <mce:style><!   /* Style Definitions */  table.MsoNormalTable 	{mso-style-name:"Table Normal"; 	mso-tstyle-rowband-size:0; 	mso-tstyle-colband-size:0; 	mso-style-noshow:yes; 	mso-style-parent:""; 	mso-padding-alt:0cm 5.4pt 0cm 5.4pt; 	mso-para-margin:0cm; 	mso-para-margin-bottom:.0001pt; 	mso-pagination:widow-orphan; 	font-size:10.0pt; 	font-family:"Times New Roman"; 	mso-bidi-font-family:"Times New Roman"; 	mso-ansi-language:#0400; 	mso-fareast-language:#0400; 	mso-bidi-language:#0400;} --> <!--[endif]--><!--[if gte mso 9]><xml> <o:shapedefaults v:ext="edit" spidmax="1026" /> </xml><![endif]--><!--[if gte mso 9]><xml> <o:shapelayout v:ext="edit"> <o:idmap v:ext="edit" data="1" /> </o:shapelayout></xml><![endif]--></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;" align="center"><strong><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Angsana New&quot;;">สบายดีไชยบุรี</span></strong><strong></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: right; text-indent: 36pt;" align="right"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Angsana New&quot;;">หมอเหยี่ยว</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Angsana New&quot;;">ช่วงวันที่ ๑๓ ถึง ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๒ ผมได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมงานบุญช้าง (</span><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Angsana New&quot;;">elephant festival) <span lang="TH">ณ แขวงไชยบุรี สปป</span>.<span lang="TH">ลาว จากการเชิญของทีมงานสัตวแพทย์ลาวที่เคยได้มาศึกษาดูงานที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยและการสนับสนุนค่าที่พักและค่าเดินทางจาก </span>elefantasia foundation<span> </span><span lang="TH">การเดินทางครั้งนี้ผมได้เดินทางพร้อมกับน้าหนุ่ยช่างภาพใจดีที่ทำงานเพื่อช้างมาตลอดผมนัดเจอกับน้าหนุ่ยที่จังหวัดน่าน เพราะได้นัดกับทางสัตวแพทย์ลาวมารับที่ด่านชายแดนห้วยโก๋น ระหว่างรอน้าหนุ่ยที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ ผมก็ได้เดินสำรวจภายในเมืองน่าน เมืองน่านนั้นเป็นเมืองเล็กๆที่เงียบสงบ มีวัดโบราณเก่าๆเป็นจำนวนมาก และอาหารพื้นเมืองก็อร่อย ตอนเย็นผมได้ไปทานเข้าเย็นกับทีมปศุสัตว์จังหวัดน่านซึ่งก็มีรุ่นพี่และเพื่อนที่จบจากคณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาด้วยกัน<span> </span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; text-align: center;"><a href="http://blog.elephanthospital.com/wp-content/uploads/2009/08/e0b89ee0b8a5e0b89ae0b884e0b988e0b8b3e0b984e0b88ae0b8a2e0b89ae0b8b8e0b8a3e0b8b5.jpg"><img class="size-medium wp-image-30 aligncenter" title="พลบค่ำที่ไชยบุรี" src="http://blog.elephanthospital.com/wp-content/uploads/2009/08/e0b89ee0b8a5e0b89ae0b884e0b988e0b8b3e0b984e0b88ae0b8a2e0b89ae0b8b8e0b8a3e0b8b5-300x201.jpg" alt="" width="300" height="201" /></a></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Angsana New&quot;;">เช้าวันที่ ๑๓ มีนาคม ผมกับน้าหนุ่ยก็ไปรอสัตวแพทย์ลาวที่มารับตรงด่านชายแดนห้วยโก๋น ถ้าใครเคยศึกษาข้อมูลด้านประวัตศาสตร์ประชาธิปไตยของชาติไทยเรา ก็จะรู้ว่าที่หมู่บ้านห้วยโก๋นนี้เคยมีการเปิดยุทธการของทหารไทย และเสียสละเลือดเนื้อเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินของไทยเอาไว้ ประมาณบ่ายโมง เมื่อขึ้นรถของทางฝั่งลาวที่ห้วยโก๋นแล้ว ก็ไปตรวจเอกสารเข้าเมืองลาวตรงด่านตรวจคนเข้าเมืองของลาวตรงด่านเมืองเงิน ซึ่งก็ได้รับการอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดี พอตรวจเอกสารเสร็จ เราก็ออกเดินทางไปแขวงไชยบุรี โดยผ่าน เมืองเงิน เมืองหงสา โดยระยะการเดินทางประมาณ ๑๒๐ กิโลเมตร<span> </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Angsana New&quot;;">ผมคิดในใจว่าการเดินทางน่าจะใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมง แต่เมื่อถามหมอพวง สัตวแพทย์ลาว เขาก็บอกว่าใช้เวลาประมาณ ๖ ชั่วโมง ตอนแรกในใจก็คิดว่าไม่น่าจะถึงเพราะแค่ ๑๒๐ กิเมตรเองแต่พอเริ่มออกตัวผ่านเมืองหงสาก็รู้สึกว่าคงเกิน ๖ ชั่วโมง เส้นทางเดินรถนั้น ในช่วงแรกที่ผ่านเมืองเงินไปเมืองหงสาถนนยังเป็นถนนอัดและมีลาดยางเป็นบางช่วงเพราะว่ามีเหมืองบ้านปูของไทยไปทำสัมปทานทำโรงไฟฟ้าที่เมืองหงสา มีพนักงานคนไทยเดินทางกลับประเทศบ่อย ทางจึงดีหน่อย แต่พอรถผ่านเมืองหงสาไปแล้วนั้นก็เริ่มการเดินทางแบบ </span><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Angsana New&quot;;">off road <span lang="TH">เพราะว่าทางประเทศลาวเริ่มทำการสร้างถนนใหม่ตามถนนยังมีการก่อสร้าง เส้นทางนี้ต้องขับรถตะลุยดงฝุ่นไป จากเส้นทางนี้ระยะทางประมาณ ๘๐ กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ ๖ ชั่วโมง</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt;"><span id="more-29"></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Angsana New&quot;;">หลังจากฝ่าดงฝุ่นมาเป็นเวลานาน เราก็มาถึง แขวงไชยบุรี ซึ่งเป็นเมืองที่สงบเงียบแต่ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลจึงผู้คนมีมากหน่อย เราเข้าที่พักอาบน้ำอาบท่าเสร็จก็เดินดูบริเวณรอบๆเมือง <span> </span>มีผู้คนมากหน้าหลายตา มาจากหลายๆเมืองของแขวงไชยบุรี เราเดินเข้าไปในงานบุญช้างของลาว<span> </span>บรรยากาศอาจจะเหมือนๆงานฤดูหนาวบ้านเรา ประมาณ ๕ ทุ่มเราจึงเดินกลับที่พัก</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Angsana New&quot;;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Angsana New&quot;;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Angsana New&quot;;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Angsana New&quot;;">รุ่งเช้าเราตื่นมาแต่เช้าตรู่ เพื่อจะมาเก็บภาพของการเดินขบวนช้าง เราเดินเข้าไป ประมาณ </span><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Angsana New&quot;;">8 <span lang="TH">โมงเช้าที่บริเวณทุ่งนาใกล้กับที่พักของเรา ประมาณแปดโมงครึ่งขบวนแห่ก็เริ่มที่จะทยอยกันมาตั้งริ้วขบวน รวมทั้งขบวนช้างด้วย ผมค่อยๆเดินแทรกกับผู้คนมากหน้าหลายตาเข้าไปเก็บภาพในงาน เริ่มจากขบวนแห่นั้น ประกอบด้วยขบวนที่แสดงถึงกลุ่มคนเผ่าต่างๆที่อยู่ในแต่ละเมืองของแขวง รวมถึงเอกลักษณ์ และวัฒนธรรมที่สำคัญ และขบวนช้างที่แสดงถึงการใช้ประโยชน์ของช้าง เช่นลากไม้ ต่างของ และเป็นพาหนะ </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; text-align: center;"><a href="http://blog.elephanthospital.com/wp-content/uploads/2009/08/e0b882e0b89ae0b8a7e0b899e0b980e0b894e0b8b4e0b899e0b89ee0b8b2e0b980e0b8a3e0b894.jpg"><img class="size-medium wp-image-31 aligncenter" title="ขบวนเดินพาเรด" src="http://blog.elephanthospital.com/wp-content/uploads/2009/08/e0b882e0b89ae0b8a7e0b899e0b980e0b894e0b8b4e0b899e0b89ee0b8b2e0b980e0b8a3e0b894-300x201.jpg" alt="" width="300" height="201" /></a></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Angsana New&quot;;">พอขบวนมารวมตัวกันเสร็จ ที่สนามกีฬากลางของแขวงไชยบุรี มีรองประธานสภาของประเทศลาวมาเป็นคนเปิดงาน เมื่อเปิดงานเสร็จก็มีการแสดงของชนเผ่าต่างๆ การแสดงกระโดดร่ม และอื่นๆ หลังจากที่เปิดงานบุญช้างที่สนามกีฬาเสร็จแล้วผมก็ได้เดินตามขบวนช้างไปที่ลานแสดงช้างที่มีการแสดงการใช้ประโยชน์จากช้าง เช่น แสดงการลากไม้ การบายสีสู่ขวัญช้าง การนั่งช้าง </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Angsana New&quot;;">พอใกล้เที่ยงผมก็มาอยู่ที่เต็นท์ของทีมสัตวแพทย์ลาวที่เป็นหน่วยดูแลช้างในงานเทศกาลครั้งนี้<span> </span>ซึ่งพวกเขาก็มีความรู้สึกยินดีที่มีหมอจากไทยได้ไปช่วยให้ความรู้ในการดูแลและควบคุมช้างในงานเทศกาลนี้ ประมาณบ่ายโมงเราได้ไปทานอาหารกัน โชคดีที่เจอกับคนไทยที่รู้จักกันเป็นอย่างดี เนื่องจากคนๆนั้นก็คือ อาจารย์ของผมสมัยเรียนที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ท่านเป็นคนชักชวนผมให้เข้ามาสนใจทำงานเกี่ยวกับช้างตั้งแต่เป็นนักศึกษา ท่านได้ลาออกจากการเป็นอาจารย์แล้วมาทำงานที่ปางช้างในเมืองหลวงพระบาง ประเทศเทศลาว ท่านพาทีมงานในปางช้างมาชมงานนี้ด้วย เมื่อเจอมิตรสหายเดิมที่เคยร่วมงานการสนทนาวงอาหารก็เป็นไปอย่างชื่นมื่น จนลืมเวลานาที เมื่อดูนาฬิกาก็ประมาณ ๕ ทุ่มแล้วจึงกลับเข้าที่พัก</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt; text-align: center;"><a href="http://blog.elephanthospital.com/wp-content/uploads/2009/08/dsc03496.jpg"><img class="size-medium wp-image-32 aligncenter" title="ขบวนพาเรด" src="http://blog.elephanthospital.com/wp-content/uploads/2009/08/dsc03496-300x201.jpg" alt="" width="300" height="201" /></a></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Angsana New&quot;;">เช้าวันสุดท้ายในลาวเราตื่นกันแต่เช้าตรู่เช่นเคย เพื่อมาเก็บตกภาพช้างที่เดินขบวนในวันใหม่ วันนี้เรานัดกับพี่ต่อ ซึ่งเป็นหอการค้าจังหวัดน่านซึ่งพาทีมงานผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน มาร่วมงานตามการเรียนเชิญของผู้ว่าการแขวง เรานัดกันที่ที่ทำการแขวงไชยบุรี เพื่อผมจะได้อาศัยติดรถกลับมาประเทศไทย เราออกเดินทางกันประมาณ ๑๑ โมง ข้ามมาถึงฝั่งไทยประมาณ ๔ โมงเย็น</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Angsana New&quot;;">แล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน </span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Angsana New&quot;;"><span> </span>การเดินทางในครั้งนี้ผมได้เห็นอะไรหลายอย่างมากมาย ได้เห็นความน่ารักของชาวลาว เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่แทบจะไม่แตกต่างจากของฝั่งไทยเรา แต่ที่จะลืมไม่ได้ก็ น้ำใจของพี่น้องคนไทยเราที่ไม่ว่าจะอยู่ต่างบ้านต่างเมืองก็จะคอยช่วยเหลือกัน ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมจะจดจำไว้ไม่ลืมเลย สำหรับเรื่องราวในการเดินทางของผมในฉบับนี้ก็ขอจบเพียงเท่านี้<span> </span>ส่วนประสบการณ์ในการเดินทางไปสถานที่อื่นนั้น ผมก็จะนำมาเล่าในฉบับหน้านะครับ </span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blog.elephanthospital.com/?feed=rss2&amp;p=29</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ย่ำศรีลังกา</title>
		<link>http://blog.elephanthospital.com/?p=21</link>
		<comments>http://blog.elephanthospital.com/?p=21#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 05 Aug 2009 04:50:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ชีวิตหมอช้าง]]></category>

		<category><![CDATA[รวมบทความเด่น]]></category>

		<category><![CDATA[Peradeniya]]></category>

		<category><![CDATA[Pinnawara Elephant Orphanage]]></category>

		<category><![CDATA[VWB (Veterinarian without Border)]]></category>

		<category><![CDATA[คณะสัตวแพทยศาสตร์]]></category>

		<category><![CDATA[ศรีลังกา]]></category>

		<category><![CDATA[สวนสัตว์เดหิวาลา(National Zoological Gardens Dehiwala)]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.elephanthospital.com/?p=21</guid>
		<description><![CDATA[  
ย่ำศรีลังกา
     นายสัตวแพทย์ปองพล หอมคง
 
เมื่อปลายเดือนกรกฏาคม ๒๕๕๑ ที่ผ่านมานี้ พอดีผมมีโอกาสได้เข้าร่วมงานประชุมชื่อว่า “Wildlife Health Issues in Public Health, Agriculture and Environmental Conservation” ณ เมือง Peradeniya ประเทศ ศรีลังกา โดยการเดินทางครั้งนี้ผมก็ได้รับการอนุเคราะห์จาก องค์กรณ์VWB (Veterinarian without Border) ของประเทศแคนนาดาเป็นผู้ให้การสนับสนุน ทำให้การเดินทางของผมนั้นค่อนข้างจะสะดวกสบายเพราะทางเจ้าหน้าที่องค์กรณ์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออก เป็นคนจัดการให้ทั้งหมด ผมเพียงแค่เดินไปเช็คอินแล้วก็ขึ้นเครื่องบินได้เลย เวลาที่ประเทศศรีลังกานั้นช้ากว่าบ้านเราเพียงแค่ประมาณ สองชั่วโมงครึ่ง เพราะฉนั้นการเดินทางจึงไม่ได้ทำให้ผมเหนื่อยล้าสักเท่าใดนัก แต่ก่อนหน้าที่ผมจะมานั้นอาจารย์ที่ปรึกษาผมซึ่งค่อนข้างสนิทกันก็บอกกับผมว่า “เช็คดูให้ดีเน้อว่ามีคนมาฮับเฮาก่อ ที่นั่นมันโคลัมโบนะ บ่ใจ้บ้านเฮา”(แกเป็นคนลำปางเลยพูดเหนือกับผม) ซึ่งตอนผมมาถึงที่สนามบินแห่งชาติ ของศรีลังกา ก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว ใจก็คิดเหมือนกันว่าจะมีคนมารับรึปล่าวแต่สุดท้ายก็โล่งอกเพราะ เจ้าหน้าที่จากมหาวิทยาลัยที่มารอรับผมก็พาผมไปยังที่พัก ซึ่งอยู่ที่เมืองเพราเดนิยา ห่างจากสนามบินหนึ่งร้อยกิโลเมตร แต่ก็กินเวลาเป็นสองชั่วโมงครึ่ง เนื่องจากถนนหนทางค่อนข้างจะเล็กและคดเคี้ยว
มาถึงเรื่องที่ผมอยากจะเล่าให้ท่านผู้อ่านได้ท่องเที่ยวไปกับผมครั้งนี้คือ ซึ่งมันก็ควรจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับช้าง เพราะผมได้ไปเยี่ยมชมดูช้าง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><!--[if gte mso 9]><xml> <w:WordDocument> <w:View>Normal</w:View> <w:Zoom>0</w:Zoom> <w:PunctuationKerning /> <w:ValidateAgainstSchemas /> <w:SaveIfXMLInvalid>false</w:SaveIfXMLInvalid> <w:IgnoreMixedContent>false</w:IgnoreMixedContent> <w:AlwaysShowPlaceholderText>false</w:AlwaysShowPlaceholderText> <w:Compatibility> <w:BreakWrappedTables /> <w:SnapToGridInCell /> <w:ApplyBreakingRules /> <w:WrapTextWithPunct /> <w:UseAsianBreakRules /> <w:DontGrowAutofit /> </w:Compatibility> <w:BrowserLevel>MicrosoftInternetExplorer4</w:BrowserLevel> </w:WordDocument> </xml><![endif]--><!--[if gte mso 9]><xml> <w:LatentStyles DefLockedState="false" LatentStyleCount="156"> </w:LatentStyles> </xml><![endif]--> <!--[if gte mso 10]> <mce:style><!   /* Style Definitions */  table.MsoNormalTable 	{mso-style-name:"Table Normal"; 	mso-tstyle-rowband-size:0; 	mso-tstyle-colband-size:0; 	mso-style-noshow:yes; 	mso-style-parent:""; 	mso-padding-alt:0cm 5.4pt 0cm 5.4pt; 	mso-para-margin:0cm; 	mso-para-margin-bottom:.0001pt; 	mso-pagination:widow-orphan; 	font-size:10.0pt; 	font-family:"Times New Roman"; 	mso-bidi-font-family:"Times New Roman"; 	mso-ansi-language:#0400; 	mso-fareast-language:#0400; 	mso-bidi-language:#0400;} --> <!--[endif]--></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center; text-indent: 36pt;" align="center"><strong><span style="font-size: 20pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">ย่ำศรีลังกา</span></strong><strong></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span> </span><span> </span><span> </span><strong><span> </span><span> </span>นายสัตวแพทย์ปองพล หอมคง</strong></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify; text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify; text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">เมื่อปลายเดือนกรกฏาคม ๒๕๕๑ ที่ผ่านมานี้ พอดีผมมีโอกาสได้เข้าร่วมงานประชุมชื่อว่า<span> </span></span><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">“Wildlife Health Issues in Public Health, Agriculture and Environmental Conservation”<span lang="TH"> ณ เมือง </span>Peradeniya <span lang="TH">ประเทศ ศรีลังกา โดยการเดินทางครั้งนี้ผมก็ได้รับการอนุเคราะห์จาก องค์กรณ์</span>VWB (Veterinarian without Border) <span lang="TH">ของประเทศแคนนาดาเป็นผู้ให้การสนับสนุน ทำให้การเดินทางของผมนั้นค่อนข้างจะสะดวกสบายเพราะทางเจ้าหน้าที่องค์กรณ์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออก เป็นคนจัดการให้ทั้งหมด ผมเพียงแค่เดินไปเช็คอินแล้วก็ขึ้นเครื่องบินได้เลย เวลาที่ประเทศศรีลังกานั้นช้ากว่าบ้านเราเพียงแค่ประมาณ สองชั่วโมงครึ่ง เพราะฉนั้นการเดินทางจึงไม่ได้ทำให้ผมเหนื่อยล้าสักเท่าใดนัก แต่ก่อนหน้าที่ผมจะมานั้นอาจารย์ที่ปรึกษาผมซึ่งค่อนข้างสนิทกันก็บอกกับผมว่า </span>“<span lang="TH">เช็คดูให้ดีเน้อว่ามีคนมาฮับเฮาก่อ ที่นั่นมันโคลัมโบนะ บ่ใจ้บ้านเฮา</span>”<span lang="TH">(แกเป็นคนลำปางเลยพูดเหนือกับผม) ซึ่งตอนผมมาถึงที่สนามบินแห่งชาติ ของศรีลังกา ก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว ใจก็คิดเหมือนกันว่าจะมีคนมารับรึปล่าวแต่สุดท้ายก็โล่งอกเพราะ เจ้าหน้าที่จากมหาวิทยาลัยที่มารอรับผมก็พาผมไปยังที่พัก ซึ่งอยู่ที่เมืองเพราเดนิยา ห่างจากสนามบินหนึ่งร้อยกิโลเมตร แต่ก็กินเวลาเป็นสองชั่วโมงครึ่ง เนื่องจากถนนหนทางค่อนข้างจะเล็กและคดเคี้ยว</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify; text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">มาถึงเรื่องที่ผมอยากจะเล่าให้ท่านผู้อ่านได้ท่องเที่ยวไปกับผมครั้งนี้คือ ซึ่งมันก็ควรจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับช้าง เพราะผมได้ไปเยี่ยมชมดูช้าง ณ ประเทศศรีลังกาหลายๆที่ด้วยกัน ก่อนจะถึงเรื่องที่เกี่ยวกับช้างผมจะเล่าถึงมหาวิทยาลัยแห่งเดียวในประเทศศรีลังกาที่มีคณะสัตวแพทยศาสตร์ อยู่ซึ่งก็คือ มหาวิทยาลัยเพราเดนิยา (</span><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">University of Peradeniya) <span lang="TH">มหาวิทยาลัยแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองหลวงเก่าก็คือเมืองแคนดี้ </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center; text-indent: 36pt;"><a href="http://blog.elephanthospital.com/wp-content/uploads/2009/08/srilanka-051.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-22" title="รูปช้างศรีลังกา" src="http://blog.elephanthospital.com/wp-content/uploads/2009/08/srilanka-051-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" /></a></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: left; text-indent: 36pt;">
<p class="MsoNormal" style="text-align: left; text-indent: 36pt;"><span id="more-21"></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: left; text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span lang="TH"> ซึ่งเป็นเมืองที่ค่อนข้างใหญ่พอสมควร โดยหมาวิทยาลัยนี้อยู่ในพื้นที่ ที่ประกอบไปด้วยที่สูง ที่ต่ำ(เป็นดอยเล็กๆ) บรรยากาศจะคล้ายกับหมาวิทยาลัยเชียงใหม่ของบ้านเรา แต่ที่น่าสนใจคือ มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีทางรถไฟวิ่งผ่านกลางมหาวิทยาลัยเลย จึงทำให้การเดินทางที่สะดวกที่สุดของเหล่าบรรดานักศึกษา ซึ่งก็อาจจะรวมไปถึงอาจารย์บางท่านด้วยก็คือ จับรถไฟมาที่มหาวิทลัยนั่นเอง ตอนที่ผมได้เข้ามาถึงที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ท่านคณบดี คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเพราเดนิยา ก็ได้มาให้การต้อนรับที่น่าแปลกใจคือท่านเป็นผู้หญิง ซึ่งเราไม่ค่อนได้พบในเมืองไทยเท่าไหร่สำหรับคณบดีที่เป็นสตรีเช่นนี้ ครั้นพอจะเดินชมคณะสัตวแพทยฯ ท่านก็ได้ให้ผู้ช่วยอาจารย์ ซึ่งเป็นนักศึกษาปริญญาโท มาเป็นไกด์พาผมเดินเที่ยวชมภายในทั้งหมด ซึ่งผมก็ได้สอบถามว่าการมีรถไฟวิ่งผ่านก็น่าจะดีนะ ส่วนคุณไกด์นั้นก็พูดติดตลกว่า </span>“<span lang="TH">ดีสิ เพราะเวลารถไฟวิ่งผ่านจะทำให้เกิดเสียงดังจนเรียนไม่ได้ อาจารย์ก็จะต้องพักเบรกทำให้เราได้พักบ่อยๆ</span>”<span lang="TH"> หลังจากที่คุณไกด์พาผมเยี่ยมชมทั้งหมดทั้งมวลของมหาวิทยาลัยแล้ว ผมก็ทราบว่าจริงๆแล้วถึงแม้มหาวิทยาลัยแห่งนี้จะไม่ได้เก่าแก่อะไรมากมาย แต่ก็เป็นที่น่าสนใจว่าการจัดวางระบบระเบียบการเรียบการสอนของมหาวิทยาลัย ได้รับการสนับสนุน และการให้คำปรึกษาจากต่างชาติ ซึ่งก็ทำให้ระบบระเบียบค่อนข้างจะดีแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับประชาชน นักศึกษาของเค้าเองด้วยว่าจะให้การตอบรับได้ดีขนาดไหน</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify; text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">ความจริงผมก็กะว่าจะเล่าถึงเวิร์กชอปที่ผมได้ไปเข้าร่วมด้วย แต่ก็อาจจะทำให้ท่านผู้อ่านเบื่อ ไปได้เพราะค่อนข้างจะเป็นวิชาการซะส่วนใหญ่ แล้วหลังจากผมเสร็จจากเวิร์กชอป ผมก็มีเวลาอยู่ในประเทศศรีลังกาอีกสองวัน ผมเลยวางแผนในการท่องเที่ยวเพื่อจะได้ไปดูช้างของประเทศศรีลังกาบ้าง ซึ่งผมก็ปรึกษากับเพื่อนชาวศรีลังกาของผมคือ คุณลาซานต้า ซึ่งแกเคยมาฝึกงานที่ โรงพยาบาลช้างกับพวกเราเมื่อปลายปีที่แล้วตั้ง ๑ เดือน ซึ่งคุณลาซานต้า ซึ่งเป็นหมอประจำสวนสัตว์เดหิวาลา ที่เมืองโคลัมโบ และประจำอยู่ที่ ศูนย์ดูแลช้างกำพร้าพินนาวารา </span><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">(Pinnawara Elephant Orphanage) <span lang="TH">ก็ได้ให้ความอนุเคราะห์ในการนำผมไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center; text-indent: 36pt;"><a href="http://blog.elephanthospital.com/wp-content/uploads/2009/08/e0b8a7e0b8b1e0b894e0b897e0b8b5e0b988e0b8a8e0b8a3e0b8b5e0b8a5e0b8b1e0b887e0b881e0b8b2.jpg"><img class="size-medium wp-image-23 aligncenter" title="วัดที่เมืองแคนดี้" src="http://blog.elephanthospital.com/wp-content/uploads/2009/08/e0b8a7e0b8b1e0b894e0b897e0b8b5e0b988e0b8a8e0b8a3e0b8b5e0b8a5e0b8b1e0b887e0b881e0b8b2-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" /></a></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify; text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">ผมได้นัดกับคุณลาซานต้าไว้ว่าผมจะไปหาคุณลาซานต้าที่ พินนาวารา ตอนเย็นหลังจากผมเสร็จจากเวิร์กชอปแล้ว ทันทีที่เสร็จจากเวิร์กชอป ผมก็ขอให้รถของทางมหาวิทยาลัยไปส่งผมหาเพื่อนชาวต่างชาติที่พินนาวาราทันที แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าผมไปถึงพินนาวารานั้นเป็นเวลาที่ค่อนข้างจะเย็นจึงทำให้ผมไม่ได้เห็นกิจกรรมดังที่คุณลาซานต้าเกริ่นให้ผมฟัง เช่นการต้อนช้างเอาไปอาบน้ำที่แม่น้ำ หรือการเลี้ยงแบบปล่อยให้อยู่ในทุ่ง โดยไม่ได้มัดไม่ได้ติดโซ่ พอผมไปถึงผมก็ได้พบกับนายสัตวแพทย์อีกสองท่าน คือ หมอจากัธ กับหมอชามินด้า ซึ่งก็ได้นำผมชมทั้งส่วนที่ช้างอยู่ โดยในตอนเย็นช้างจะกลับไปยืนอยู่ในโรงช้าง ยืนเรียงกันเป็นแถวๆ แต่ละโรงนับได้ประมาณเกือบยี่สิบตัวซึ่งเป็นช้างเพศเมียทั้งหมด ส่วนช้างเพศผู้ก็จะมัดแยกเลี้ยงไว้ข้างนอกที่ละตัว ผมเดินไปเดินมาเพื่อถ่ายรูปและดูความน่ารักของช้างศรีลังกา เดินไปเดินมาก็เจอช้างน้อยตัวหนึ่งชื่อปุ๊กกี้ พยายามเดินเข้ามาเล่นกับผมแต่ด้วยความไม่คุ้นเคยผมก็ไม่ค่อยจะเข้าไปเล่นด้วยมากนัก ทันใดนั้นหมอชามินดาก็เข้ามาเอาไม้มาตีก้นปุ๊กกี้แล้วก็ไล่ไป ซึ่งหมอชามินด้าได้บอกกับผมว่าช้างตัวนี้ค่อนข้างดื้อและเล่นแรง ก็ดีนะที่ผมยังไม่ทันได้เล่นด้วยไม่งั้นก็อาจจะเจ็บตัวได้ หลังจากที่เดินดูช้างเสร็จหมอชาวศรีลังกาก็ได้พาผมไปดูโรงพยาบาลช้างของเขากันบ้าง ซึ่งโรงพยาบาลช้างของพินนาวารา จะเป็นโรงเรือนปิด มีประตูเลื่อนบานใหญ่คอยเปิดให้ช้างเข้ามา ที่สังเกตเห็นก็คือ โรงพยาบาลช้างของที่นี่มีเครื่องเอกซ์เรย์ติดตั้งอยู่ด้วย ก็ทำให้ง่ายต่อการวินิจฉัยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระดูกและโครงร่างของร่างกาย นอกจากนั้นก็ยังมีเครื่องอุนต้าซาวน์ ซึ่งก็ช่วยในการตรวจวินิจฉัยอวัยวะภายในและกล้ามเนื้อได้ดีทีเดียว ผมก็สอบถามไปยังคุณหมอจากัธ ว่าของทั้งหมดนี้รัฐบาลสนับสนุนรึปล่าว แกก็บอกกับผมว่าไม่หรอกมีกองทุนจากต่างชาติเข้ามาให้การช่วยเหลือ</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: left; text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">รุ่งเช้าผมตื่นขึ้นมาในเวลาใกล้เคียงกับตีห้าครึ่ง เนื่องจากเสียงเคาะประตู ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร คุณหมอลาซานต้านั่นเองโดยวันนี้แกจะพาผมไปชมสวนสัตว์เดหิวาลา ซึ่งอยู่ที่เมืองโคลัมโบเมืองหลวงของประเทศศรีลังกา แต่การเดินทางครั้งนี้มีอะไรที่ตื่นเต้นกว่าทุกครั้งนั่นคือ ผมเริ่มต้นเดินทางออกจากที่พักด้วยรถตุ๊ก ตุ๊ก ซึ่งรถตุ๊กๆของศรีลังกานั้นมีขนาดเล็กกว่าของบ้านเราอีกครับ ผมหิ้วกระเป๋าสองใบโตออกเดินตามคุณลาซานต้าไปเพื่อขึ้นรถตุ๊กๆ แล้วไปต่อรถโดยสารเพื่อไปยังโคลัมโบเมืองหลวงอีกทีนึง ตอนผมขึ้นรถโดยสาร รถยังค่อนข้างโล่งเนื่องจากเป็นสถานีต้นทางจากเมืองแคนดี้ไปสู่เมืองโคลัมโบ รถโดยสารที่ผมนั่งนั้นเป็นรถพัดลม(อารมณ์ประมาณรถ ป.๒ บ้านเรา) มีที่นั่งสองที่ด้านนึง และที่นั่งสามที่อีกด้านนึง ผมนั่งไปได้สักพักก็เริ่มง่วงและผล่อยหลับไป ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกทีเนื่องจากรู้สึกร้อนและเสียงคนคุยกันค่อนข้างดัง ปรากฏว่ารถโดยสารที่ผมนั่งนั้น ได้กลายเป็นรถปลากระป๋องไปซะแล้ว(คนแน่นมาก) นอกจากที่นั่งจะเต็มแล้วระหว่างทางเดินยังเบียดกันมาก มากจนผมคิดว่าไม่มีใครสามารถจะลุกไปไหนได้ถ้าไม่มีใครลงจากรถ เพื่อนชาวศรีลังกาได้บอกผมว่า รถจะเต็มตลอดเนื่องจากรถจะจอดทุกๆที่ที่มีคนโบกจะขึ้นรถ และจะรับคนขึ้นตลอดแม้ว่ารถจะเต็มแล้วก็ตาม เราเดินทางมาใกล้จะถึงเมืองหลวงเต็มที ก็พบว่าตำรวจได้โบกให้รถโดยสารจอด ผมก็นึกว่าจะคล้ายๆบ้านเราที่ตำรวจจะเดินขึ้นมาตรวงบนรถแล้วก็ปล่อยไป ปรากฏว่าปล่าวครับ ตำรวจเค้าให้ทุกคนลงจากรถโดยสารแล้วเข้าแถวตรวจทีละคน ผมมองไปที่ป้ายโฆษนาที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็เข้าใจถึงบางอ้อว่า อาทิตย์ที่จะถึงนั้น มีการประชุมสุดยอดผู้นำระหว่างประเทศเอเชียใต้(</span><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">SAAC Committee) <span lang="TH">จึงทำให้มีการตรวจตราอย่างเข้มงวดรวมทั้งถนนบางสายที่อยู่ในเส้นทางที่เหล่าบรรดาท่านผู้นำใช้เดินทางก็มีการปิดเพื่อรักษาความปลอดภัยด้วย</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center; text-indent: 36pt;"><a href="http://blog.elephanthospital.com/wp-content/uploads/2009/08/e0b88ae0b989e0b8b2e0b887e0b897e0b8b5e0b988e0b8aae0b8a7e0b899e0b8aae0b8b1e0b895e0b8a7e0b98ce0b980e0b894e0b8abe0b8b4e0b8a7e0b8b2e0b8a5.jpg"><img class="size-medium wp-image-24 aligncenter" title="ช้างที่สวนสัตว์เดหิวาลา" src="http://blog.elephanthospital.com/wp-content/uploads/2009/08/e0b88ae0b989e0b8b2e0b887e0b897e0b8b5e0b988e0b8aae0b8a7e0b899e0b8aae0b8b1e0b895e0b8a7e0b98ce0b980e0b894e0b8abe0b8b4e0b8a7e0b8b2e0b8a5-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify; text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">ผมมาถึงสวนสัตว์เดหิวาลา</span><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">(National Zoological Gardens<span lang="TH"> </span>Dehiwala)<span lang="TH"> ในเวลาเกือบเที่ยงวัน คุณหมอลาซานต้าก็พาผมไปรับประทานอาหารกลางวันเสร็จเรียบร้อยเราก็เดินชมสวนสัตว์กัน ซึ่งเหตุผลหลักที่ผมอยากมาที่นี่เนื่องด้วยว่าเป็นหมอช้างก็เพราะผมอยากมาดูช้างที่อยู่ในสวนสัตว์บ้านเค้านั่นเอง ช้างที่นี่มีทั้งช้างเอเชียและช้างแอฟริกา ช้างเอเชียมีทั้งหมด ๗ เชือก ส่วนช้างแอฟริกานั้นมีตัวผู้อยู่เชือกนึง ตอนผมเดินไปถึงที่โรงช้าง ช้างเอเชียทั้งหมดถูกมัดอยู่ในโรงที่มีลักษณะสูงโปร่ง ทั้ง ๗ เชือก โดยประชาชนสามารถที่จะให้อาหารแก่ช้างได้ ควาญช้างของที่นี่พอทราบว่าผมเป็นหมอช้างจากเมืองไทยเค้าก็ยกมือไหว้ แล้วก็แสดงท่าทีที่เป็นมิตรอย่างยิ่ง ผมก็เลยได้สอบถามไปยังควาญช้างชาวศรีลังกาว่า ช้างแอฟริกาอยู่ไหน เค้าก็ตอบผมกลับมาว่า ช้างแอฟริกาตัวผู้นั้นค่อนข้างจะดุร้าย เลยแยกมัดแต่ก็อยู่ใกล้ๆบริเวณกัน แต่เนื่องจากตอนนี้แดดค่อนข้างร้อนควาญช้างเค้าเลยพาช้างไปอาบน้ำที่บ่อน้ำ ผมได้ยินดังนั้นก็ชักอยากเห็นช้างแอฟริกาเล่นน้ำแล้วซี เลยเดินไปดูพบว่าพลายโจอี้(ชื่อของช้างแอฟริกา) กำลังแช่น้ำอยู่และก็ดูท่าทางมีความสุขมากเลยทีเดียว แต่โจอี้ก็ทำหูแข็งไม่โบกพัดและจ้องมองมาที่ผม เนื่องด้วยว่าคงจะไม่คุ้นและต้องการอยากรู้ว่าผมมาทำไม สักพักผมเดินถ่ายรูปเล่นอยู่ในสวนสัตว์เพื่อรอเวลาที่จะต้องไปขึ้นเครื่องกลับเมืองไทยในเวลา ตี หนึ่งครึ่ง ประเทศศรีลังกา</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify; text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">เสียงที่ดังลอดออกมาจากลำโพงว่า ขณะนี้การบินไทยได้นำทุกท่านมาถึงกรุงเทพ ประเทศไทยแล้ว ก็เป็นสัญญาณว่าผมได้กลับสู่มาตุภูมิ บ้านเกิดเมืองนอนอันมีพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่๙ แห่งราชวงศ์จักรีเป็นประมุข ผมก็ค่อยๆลืมตา เข้าแถวเพื่อลงจากเครื่องบิน เพื่อกลับเอาความรู้และประสบการณ์อันเปี่ยมล้น ที่ได้จากการเยือนศรีลังกาครั้งนี้ มาต่อยอดการอนุรักษ์ช้างเชีย ของสยามประเทศให้คงอยู่ไว้ตราบนานเท่านาน</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blog.elephanthospital.com/?feed=rss2&amp;p=21</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ในความทรงจำของข้าพเจ้า</title>
		<link>http://blog.elephanthospital.com/?p=13</link>
		<comments>http://blog.elephanthospital.com/?p=13#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 08 Jul 2009 05:24:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[รวมบทความเด่น]]></category>

		<category><![CDATA[กองทุนรักษ์ช้างภาคเหนือ]]></category>

		<category><![CDATA[คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่]]></category>

		<category><![CDATA[คุณพิไลพรรณ สมบัติศิริ]]></category>

		<category><![CDATA[ช้าง]]></category>

		<category><![CDATA[ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย]]></category>

		<category><![CDATA[สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา]]></category>

		<category><![CDATA[สิทธิเดช มหาสาวังกุล]]></category>

		<category><![CDATA[เจ้านายราชวงศ์ชั้นสูง]]></category>

		<category><![CDATA[โรงพยาบาลช้าง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blog.elephanthospital.com/?p=13</guid>
		<description><![CDATA[

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ในความทรงจำของข้าพเจ้า 
โดย สิทธิเดช  มหาสาวังกุล
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เป็นเจ้านายราชวงศ์ชั้นสูงอีกพระองค์หนึ่งที่ทรงโปรดช้างเป็นอย่างมาก และนับว่าเป็นบุญของข้าพเจ้า ที่ได้มีโอกาสถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ข้าพเจ้าได้เรียนจบจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2536 และได้มาเริ่มงานครั้งแรกในชีวิต ในตำแหน่ง พนักงานสัตวแพทย์ ระดับ 3 สังกัด ฝ่ายอุตสาหกรรมป่าไม้ภาคเหนือ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จ.ลำปาง ซึ่งในขณะนั้นได้ก่อตั้งศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยขึ้น เพื่อจะนำช้างที่ตกงานจากการทำไม้ป่า มาเข้าสู่ภาคการท่องเที่ยวแทน ในช่วงนั้นข้าพเจ้าได้มีโอกาศได้รู้จักกับ คุณพิไลพรรณ สมบัติศิริ ซึ่งเป็นข้าราชบริพารรับใช้ ในองค์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ซึ่งท่านได้เป็นผู้ก่อตั้งกองทุนรักษ์ช้างภาคเหนือ และชักชวนกลุ่มเพื่อนฝูงที่ประสพความสำเร็จทางธุรกิจ ระดมเงินมาช่วยเหลือช้างในศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย


 

ทรงรับช้างพระธิดาไว้ในพระอุปถัมภ์เชือกแรก
ในปีนั้นเอง ช้างพังยม อายุ 40 ปี ซึ่งเป็นช้างที่ตั้งท้องตัวแรกของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย กับช้างพลายแก้ว และมีกำหนดใกล้คลอด ข้าพเจ้าได้ทราบจากคุณพิไลพรรณว่า พระองค์ท่านตั้งพระทัย ที่จะเสด็จมาทอดพระเนตรช้างพังยมตกลูกด้วยพระองค์เอง และจะมาเป็นการส่วนพระองค์ไม่ให้ใครรู้ ไม่ว่าจะดึกดื่นเวลาใด หรือจะตกลูกในป่าก็ตาม ท่านก็จะสามารถเสด็จมาได้ โดยขอให้ทางข้าพเจ้า และทีมงาน คอยดูแลสุขภาพของพังยมให้ดีที่สุด และคอยรายงานความคืบหน้าผ่านทางคุณพิไลพรรณ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="post-8" class="post" style="text-align: left;">
<div class="entry mceIEcenter">
<p style="text-align: left;"><span style="font-weight: bold;"><span style="font-size: 200%; line-height: 116%;">สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ในความทรงจำของข้าพเจ้า </span><br />
<span style="font-size: 150%; line-height: 116%;">โดย สิทธิเดช  มหาสาวังกุล</span></span><br />
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เป็นเจ้านายราชวงศ์ชั้นสูงอีกพระองค์หนึ่งที่ทรงโปรดช้างเป็นอย่างมาก และนับว่าเป็นบุญของข้าพเจ้า ที่ได้มีโอกาสถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ข้าพเจ้าได้เรียนจบจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2536 และได้มาเริ่มงานครั้งแรกในชีวิต ในตำแหน่ง พนักงานสัตวแพทย์ ระดับ 3 สังกัด ฝ่ายอุตสาหกรรมป่าไม้ภาคเหนือ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จ.ลำปาง ซึ่งในขณะนั้นได้ก่อตั้งศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยขึ้น เพื่อจะนำช้างที่ตกงานจากการทำไม้ป่า มาเข้าสู่ภาคการท่องเที่ยวแทน ในช่วงนั้นข้าพเจ้าได้มีโอกาศได้รู้จักกับ คุณพิไลพรรณ สมบัติศิริ ซึ่งเป็นข้าราชบริพารรับใช้ ในองค์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ซึ่งท่านได้เป็นผู้ก่อตั้งกองทุนรักษ์ช้างภาคเหนือ และชักชวนกลุ่มเพื่อนฝูงที่ประสพความสำเร็จทางธุรกิจ ระดมเงินมาช่วยเหลือช้างในศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย</p>
<p><a href="http://blog.elephanthospital.com/wp-content/uploads/2009/07/e0b89ee0b8a3e0b8b0e0b89ee0b8b5e0b988e0b899e0b8b2e0b887e0b993.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-17" title="พระพี่นางเสด็จศูนย์ช้างปี ๒๕๔๕" src="http://blog.elephanthospital.com/wp-content/uploads/2009/07/e0b89ee0b8a3e0b8b0e0b89ee0b8b5e0b988e0b899e0b8b2e0b887e0b993-196x300.jpg" alt="" width="196" height="300" /></a></p>
<dl class="file aligncenter" style="width: 310px;">
<dd> <a href="http://blog.elephanthospital.com/wp-content/uploads/2009/07/e0b89ee0b8a3e0b8b0e0b89ee0b8b5e0b988e0b899e0b8b2e0b887e0b992.jpg"><span id="more-13"></span></a></dd>
</dl>
<p style="text-align: left;"><span style="font-weight: bold;"><span style="font-size: 150%; line-height: 116%;">ทรงรับช้างพระธิดาไว้ในพระอุปถัมภ์เชือกแรก</span></span></p>
<p style="text-align: left;">ในปีนั้นเอง ช้างพังยม อายุ 40 ปี ซึ่งเป็นช้างที่ตั้งท้องตัวแรกของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย กับช้างพลายแก้ว และมีกำหนดใกล้คลอด ข้าพเจ้าได้ทราบจากคุณพิไลพรรณว่า พระองค์ท่านตั้งพระทัย ที่จะเสด็จมาทอดพระเนตรช้างพังยมตกลูกด้วยพระองค์เอง และจะมาเป็นการส่วนพระองค์ไม่ให้ใครรู้ ไม่ว่าจะดึกดื่นเวลาใด หรือจะตกลูกในป่าก็ตาม ท่านก็จะสามารถเสด็จมาได้ โดยขอให้ทางข้าพเจ้า และทีมงาน คอยดูแลสุขภาพของพังยมให้ดีที่สุด และคอยรายงานความคืบหน้าผ่านทางคุณพิไลพรรณ นี่เป็นเหตุการณ์แรก ที่ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ตัวข้าพเจ้าและชาวพนักงานของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย ทุกท่าน ต่างอยู่ในพระเนตรพระกรรณของพระองค์ท่านตลอดเวลา ถึงแม้ว่าพระองค์ท่านจะยังไม่เคยเสด็จมาที่นี่เลยก็ตาม แต่จากการหารือกับหน่วยงานการปกครองในจังหวัดลำปาง ต่างก็เป็นห่วงในการถวายอารักขาความปลอดภัยของ พระองค์ท่าน จึงไม่ได้เสด็จมาในคราวนั้น ช้างพังยมตกลูก เวลาประมาณเกือบเที่ยงคืน ของวันที่ 24 ตุลาคม 2536 ถึงแม้ว่าพระองค์จะไม่ได้เสด็จมา แต่ก็ได้ทรงทอดพระเนตรช้างพังยมตกลูกผ่านทางวีดีโอ ซึ่งมีคนบันทึกได้ในขณะตกลูกพอดี<br />
เมื่อลูกของพังยมอายุได้ 1 ปี พระองค์ท่านได้เสด็จมาเยี่ยมลูกช้างพังยม และทรงรับลูกพังยมไว้เป็นช้างในพระอุปถัมภ์ ในวันที่ 8 ตุลาคม 2537 ในวันนั้นมีการทำพิธี ฮ้องขวัญช้างพังยมและลูก ตามพิธีแบบล้านนา ซึ่งลูกช้างพังยมพวกเราจะเรียกกันว่าพระธิดา พร้อมกันนั้นพระองค์ท่านได้ตั้งชื่อช้างพระธิดา ว่า “ จุฑานันท์ ” ซึ่ง “ จุฑา ”แปลว่า ที่สูงของศรีษะ “ นันท์ ” แปลว่า ความยินดี ความรื่นเริง พร้อมกับประทานแผ่นทองทำสลักพระนามหนึ่งสลึง พร้อมกระดึงผูกคอ ให้กับลูกช้างพระธิดา เพื่อเป็นสิริมงคลด้วย ในคราวเสด็จคราวนั้นถือเป็นครั้งแรกที่พระองค์ท่านได้เสด็จมาเยี่ยมศูนย์ อนุรักษ์ช้างไทย แต่ข้าพเจ้ามิได้อยู่รับเสด็จพระองค์ท่านเนื่องจากข้าพเจ้าได้ลาบวช1พรรษา<br />
หลังจากคราวนั้นแม้พระองค์ท่านจะยังไม่ได้ทอดพระเนตรช้างพังยมตกลูก แต่พระองค์ท่านมีความตั้งพระทัยว่า หากมีช้างท้องเชือกอื่นจะตกลูกก็อยากจะมาดูด้วยพระองค์เอง และก็มีเหตุน่าอัศจรรย์ใจ คือในวันที่ 6 พฤษภาคม 2540 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันประสูติของพระองค์ท่าน ช้างพังวังเจ้า ของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย ก็ได้ร้องครวญคราง และตกลูกมา เป็นลูกช้างเพศเมีย ความทราบถึงพระองค์ท่าน จึงได้ทรงรับลูกช้างพังวังเจ้าเป็นช้างในอุปถัมภ์ของพระองค์ท่าน และในวันที่ 27 ธันวาคม 2540 พระองค์ได้ทรงเสด็จเยี่ยมศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยเป็นการส่วนพระองค์ โดยพระองค์ท่านได้เสด็จมาถึงศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย เวลาประมาณ 15.00 น และได้มาเยี่ยมลูกช้างกับแม่วังเจ้าที่คอกช้างเล็กเป็นอันดับแรก ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้าเฝ้าท่าน พร้อมกับ ผ.อ.องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ในสมัยนั้น คือ นายณรงค์ สุกรี และได้ถวายรายงานเกี่ยวกับลูกช้างเชือกนี้ และท่านก็ทรงซักถามข้อมูลอย่างเป็นกันเอง ไม่ถือพระองค์ ลูกช้างแสดงอาการซุกซนมาก ใช้สองขาหน้าปีนคอก และยื่นงวงมารับกล้วย อ้อย จากพระองค์ท่าน หลังจากนั้นพระองค์ได้ประทานชื่อลูกช้างว่า<br />
“ วนาลี ” แปลว่าทางแนวป่า หลังจากนั้นทรงทอดพระเนตรการแสดงช้าง ซึ่งข้าพเจ้าพร้อมด้วย ผ.อ. อ.อ.ป.และนายสวัสดิ์ ตวงรัตน์หรดี หัวหน้าศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยสมัยนั้น ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าใกล้ชิด ถวายรายงานระหว่างทอดพระเนตรการแสดง ยังความปลาบปลื้มแก่ข้าพเจ้าเป็นอย่างมาก</p>
<p style="text-align: left;"><a href="http://blog.elephanthospital.com/wp-content/uploads/2009/07/e0b89ee0b8a3e0b8b0e0b89ee0b8b5e0b988e0b899e0b8b2e0b887e0b992.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-15" title="พระพี่นางฯเสด็จเยี่ยมศูนย์ช้าง เมื่อปี ๒๕๔๕" src="http://blog.elephanthospital.com/wp-content/uploads/2009/07/e0b89ee0b8a3e0b8b0e0b89ee0b8b5e0b988e0b899e0b8b2e0b887e0b992-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" /></a></p>
<div class="inline-attachment" style="text-align: left;">
<dl class="file" style="width: 1130px;">
<dt class="attach-image"> </dt>
<dd> </dd>
</dl>
</div>
<p style="text-align: left;"><span style="font-weight: bold;"><span style="font-size: 150%; line-height: 116%;">ทรงประทานเงินส่วนพระองค์เพื่อก่อตั้งโรงพยาบาลช้าง</span></span></p>
<p style="text-align: left;">ในช่วงตั้งแต่การเปิดศูนย์ฯ เป็นต้นมานั้น ทางศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยได้เป็นผู้ริเริ่มที่ก่อตั้งโครงการโรงพยาบาลช้าง ขึ้น เพื่อที่จะรองรับช้างป่วยของชาวบ้านโดยไม่คิดมูลค่า เนื่องจากในยุคสมัยนั้น ช้างเลี้ยงของชาวบ้านมักถูกทารุณกรรมจากการใช้งานหนัก และหากช้างเจ็บป่วยแล้ว ไม่คุ้มกับการรักษาพยาบาล หรือกลับไปทำงานได้ปกติ ชาวบ้านมักจะทิ้งให้ช้างตาย และไปซื้อช้างตัวใหม่เพื่อทำงานได้ดีกว่า โครงการโรงพยาบาลช้างได้ก่อตั้งขึ้น โดยไม่ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลเลยในสมัยนั้น ได้อาศัยจากเงินบริจาคต่างๆ ของภาคเอกชนมาสนับสนุน ความทราบถึงพระองค์ท่าน จึงได้ประทานเงินส่วนพระองค์ จำนวน 500,000 บาท ( ห้าแสนบาท ) ให้กับ ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้เพื่อมาสบทบทุนก่อสร้างโรงพยาบาลช้าง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่เปี่ยมล้นไปด้วยพระเมตตาต่อช้างไทย ที่กำลังตกทุกข์ได้ยากในขณะนั้น<br />
ในปี พ.ศ. 2542 ทางคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีการจัดการประชุมนานาชาติเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช้างเอเชียขึ้น พระองค์ท่านได้ทรงให้เกียรติเสด็จมาเป็นประธานในงานดังกล่าว และทรงประทานวโรกาส ให้ผู้แทนของแต่ละประเทศ รวมทั้งข้าพเจ้าด้วย ได้ฉายพระรูปร่วมกับพระองค์ท่าน และในค่ำวันเดียวกันนั้น ทรงประทานเลี้ยงอาหารค่ำให้แก่ผู้แทนแต่ละประเทศที่มาร่วมงาน รวมถึงข้าพเจ้าด้วย ที่ร้านอาหารบ้านสวน ริมแม่น้ำปิง จ.เชียงใหม่ และทรงมีพระปฎิสันถาร กับผู้มาร่วมงานอย่างเป็นกันเอง นับเป็นคืนแห่งความประทับใจของข้าพเจ้าอย่างที่สุด</p>
<p style="text-align: left;">
<div class="inline-attachment mceIEcenter" style="text-align: left;">
<dl class="file aligncenter" style="width: 310px;">
<dt class="attach-image"> <a href="http://blog.elephanthospital.com/wp-content/uploads/2009/07/e0b89ee0b8a3e0b8b0e0b89ee0b8b5e0b988e0b899e0b8b2e0b887.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-18" title="พระพี่นางฯเสด็จเยี่ยมช้างป่วยที่โรงพยาบาลช้าง สถาบันคชบาลแห่งชาติ" src="http://blog.elephanthospital.com/wp-content/uploads/2009/07/e0b89ee0b8a3e0b8b0e0b89ee0b8b5e0b988e0b899e0b8b2e0b887-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" /></a></dt>
<dd> </dd>
</dl>
</div>
<p style="text-align: left;"><span style="font-weight: bold;"><span style="font-size: 150%; line-height: 116%;">ประทานเงินส่วนพระองค์จัดตั้งกองทุน “ สวัสดิการควาญช้าง ”</span></span></p>
<p style="text-align: left;">ใน ปีนั้นเองท่านก็ได้เสด็จมาเยี่ยมช้างในพระอุปถัมภ์ของพระองค์ท่านอีกครั้ง ที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จ.ลำปาง เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2542 ซึ่งขณะนั้นพระองค์ท่านมีช้างอยู่ในพระอุปถัมภ์ ถึง 2 เชือก และในการเสด็จคราวนี้เอง ที่พระองค์ท่านทรงเห็นว่า อาชีพควาญช้างเป็นอาชีพที่หายาก ต้องให้การสนับสนุน ช้างจะมีนิสัยที่ดีและสุขภาพที่ดี ก็ต้องอาศัยควาญช้างที่ดีในการดูแลช้าง ด้วย ฉะนั้นสวัสดิภาพและความเป็นอยู่ของควาญช้างจะต้องดีก่อน ช้างจึงจะมีความเป็นอยู่ที่ดีตามมา พระองค์ท่านจึงได้ทรงประทานเงินส่วนพระองค์ในการจัดตั้ง “ กองทุนสวัสดิการควาญช้างขึ้น “ เพื่อให้ความช่วยเหลือควาญช้างที่มีฐานะยากจนในกรณีที่ตนเอง ภรรยา หรือลูกเจ็บป่วย ก็สามารถนำเงินกองทุนมาช่วยเหลือได้ หรือลูกขาดแคลนทุนทรัพย์ในการศึกษาเล่าเรียน ก็สามารถนำเงินกองทุนมาใช้ได้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านมิได้มีแต่ช้างเท่านั้น ยังทรงมีความห่วงใยถึงผู้เลี้ยงช้างด้วย</p>
<div class="inline-attachment" style="text-align: left;">
<dl class="file" style="width: 1734px;">
<dt class="attach-image"> </dt>
<dd> </dd>
</dl>
</div>
<div class="inline-attachment" style="text-align: left;">
<dl class="file alignleft" style="width: 310px;">
<dt class="attach-image"> </dt>
</dl>
</div>
<p style="text-align: left;">
<div class="entry mceIEcenter">ในวันที่ 13 มกราคม 2545 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ได้เสด็จเยี่ยมช้างพังพระธิดาและพังวนาลีที่พระองค์ทรงรับไว้ในพระอุปถัมภ์ ตลอดจนทรงเยี่ยมชมกิจการด้านต่างๆ ของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยอีกครั้ง เป็นครั้งที่ 4 และผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ในขณะนั้น ได้กราบทูลถวายรายงานความตั้งใจที่จะยกฐานะของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยขึ้นเป็น สถาบันคชบาลแห่งชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายขอบเขตการอนุรักษ์ – บริบาลช้างไทยให้ครอบคลุมทุกแง่มุมในการบรรเทาปัญหาที่เกิดกับช้าง โดยจะได้ตั้งสถาบันการศึกษาพัฒนาด้านต่างๆ เพื่อให้เกิดแนวทางการอนุรักษ์ช้างอย่างยั่งยืนพร้อมกับอนุรักษ์ประเพณี ชุมชนตลอดจนศาสตร์วิทยาการที่บรรพบุรุษให้ไว้เป็นมรดกให้สามารถสืบทอดไปยัง</div>
<div class="entry mceIEcenter" style="text-align: left;">อนุชนรุ่นหลังต่อไป และเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2545 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้ารับสถาบันคชบาลแห่งชาติไว้ในพระอุปถัมภ์ ซึ่งนับว่าเป็นสิริมงคลและเป็นมิ่งขวัญในการพัฒนาสถาบันฯ ให้เจริญวัฒนาต่อไป</div>
<p style="text-align: left;"><span style="font-weight: bold;"><span style="font-size: 150%; line-height: 116%;">ทรงรับช้างป่วยถูกกับระเบิดอยู่ในพระอุปถัมภ์</span></span></p>
<p style="text-align: left;">การเสด็จครั้งนี้ หลังจากที่ท่านทรงทอดพระเนตรการแสดงช้างจบแล้ว ท่านได้เสด็จเยี่ยมช้างป่วยที่โรงพยาบาลช้างด้วย พระองค์ทรงซักถามอาการช้างป่วยแต่ละเชือก พร้อมทั้งแนวทางในการรักษา พระองค์ยังได้รับช้างป่วยพังกรุงศรี ที่ถูกกับระเบิดจากฝั่งพม่าซึ่งต้องใช้เวลาการรักษา นานหลายปี มาอยู่ในพระอุปถัมภ์ด้วย หลังจากนั้นพระองค์ท่านได้ทรงประทับเสวยพระสุธารส พักผ่อนอริยาบถ ยามเย็น ณ. ศาลาริมน้ำ บริเวณโรงช้างต้น ภายในศูนย์อนุรักษ์ช้าง ซึ่งในครั้งนั้นทรงประทานวโรกาส ให้ข้าพเจ้าได้ร่วมโต๊ะเสวยพระสุธารสด้วย ซึ่งที่ข้าพเจ้าจำได้ มีท่านผู้ว่าฯลำปาง ท่าน ร.ม.ต.ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ คุณ ริชาร์ด แลร์ คุณ ประสพ ทิพย์ประเสริฐ ร่วมโต๊ะเสวยด้วย พระองค์ท่านได้ทรงรับสั่งเรื่องช้างหลายๆ เรื่อง อย่างเป็นกันเอง ซึ่งข้าพเจ้ามีความประทับใจเป็นที่สุดและจดจำวันนั้นไว้ตลอดไป</p>
<p style="text-align: left;">หลังจาก ที่พระองค์ท่านได้ทรงรับสถาบันคชบาลแห่งชาติไว้ในพระอุปถัมภ์แล้ว ความช่วยเหลือทั้งจากภาครัฐและเอกชน ก็หลั่งไหลเข้ามาช่วยเหลืออย่างมากมาย ทำให้การทำงานที่เคยเป็นอุปสรรคก็สามารถลุล่วงไปได้เป็นอย่างดี เป็นเพราะบารมีของพระองค์ท่านโดยแท้ แม้กระนั้นพระองค์ท่านก็ยังทรงมีความเป็นห่วงเป็นใยตลอดเวลา เนื่องจากทรงทราบว่าค่าใช้จ่ายในการดูแลช้างนั้นในแต่ละปีมีมาก รายได้จากการท่องเที่ยวไม่พอกับค่าใช้จ่าย และในวันที่ 5 มกราคม 2548 พระองค์ท่านได้ประทานวโรกาส ให้ข้าพเจ้า และผู้บริหารของทางสถาบันฯ ได้เข้าเฝ้า ณ. วังเลอดิส ทรงได้ประทานเงินที่พระองค์ได้รับมาจากการแข่งขันโปโลช้างทั้งหมดที่มีผู้ ทูลเกล้าถวาย ให้กับทางสถาบันฯไว้ใช้จ่ายในการดูแลบริบาลช้าง และพระองค์ทรงมีรับสั่งหลายเรื่องเกี่ยวกับช้างแก่ผู้บริหารของทางสถาบันฯ</p>
<p style="text-align: left;"><a href="http://blog.elephanthospital.com/wp-content/uploads/2009/07/e0b89ee0b8a3e0b8b0e0b89ee0b8b5e0b988e0b899e0b8b2e0b887e0b991.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-19" title="พระพี่นางฯเสด็จเยี่ยมช้างที่ทรงอุปถัมป์ไว้" src="http://blog.elephanthospital.com/wp-content/uploads/2009/07/e0b89ee0b8a3e0b8b0e0b89ee0b8b5e0b988e0b899e0b8b2e0b887e0b991-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" /></a></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-weight: bold;"><span style="font-size: 150%; line-height: 116%;">เสด็จเยี่ยมศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย ครั้งที่ 5</span></span></p>
<p style="text-align: left;">และ ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 ท่านได้เสด็จมาเยี่ยมศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย อีก เป็นครั้งที่ 5 พระองค์ได้เสด็จมาเยี่ยมโรงพยาบาลช้าง และทรงรับลูกช้างไว้ในพระอุปถัมภ์อีกหนึ่งเชือก โดยลูกช้างเชือกนี้ เกิดเมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2547 ซึ่งตรงกับวันประสูติของพระองค์ท่าน จากแม่ช้างที่ชื่อพังพุ่มพวง อายุประมาณ 23 ปี ซึ่งเป็นช้างสาวท้องแรก และลูกช้างกินนมแม่ค่อนข้างเก่ง แต่ว่าแม่ช้างไม่มีน้ำนมเพียงพอที่จะเลี้ยงลูก เนื่องจากท้องแรกทำให้ช้างค่อนข้างจะผอม ทางสัตวแพทย์จึงได้ให้นมที่ใช้เลี้ยงสัตว์เสริมแก่ลูกช้างเป็นประจำทุกวันใน เวลาเย็นก่อนที่ควาญช้างจะนำช้างแม่ลูกเข้าไปเลี้ยงในป่า ความได้ทราบถึงพระองค์ท่านและพระองค์ท่าน จึงมีพระประสงค์ที่จะป้อนนมลูกช้างด้วยพระองค์เอง และพระองค์ยังประทานอาหารช้างให้กับแม่ช้างด้วย ทรงประทานชื่อลูกช้างว่า “อลีนา” แปลว่า “ว่องไว”<br />
หลังจากนั้นได้ทรงประทับนั่งที่โรงพยาบาลช้าง และประทานวโรกาสให้ทางสัตวแพทย์และควาญช้าง เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด และทรงมีพระปฎิสันถารด้วยอย่างไม่ถือพระองค์ พระองค์ทรงให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ปฎิบัติงานทุกๆคน ทรงเป็นห่วงช้างที่ถูกคนทำทารุณกรรม ทรงห่วงช้างที่เข้ามาเร่ร่อนในเมือง และทรงรับสั่งว่าจะเสด็จมาเยี่ยมให้กำลังใจอีกถ้ามีโอกาส แต่ว่าการเสด็จเยี่ยมศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยครั้งนี้ เป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าพเจ้าและพนักงานของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย ได้มีโอกาสเข้าเฝ้ารับเสด็จพระองค์ ถึงแม้นว่าพระองค์ท่านจะจากพวกเราไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่พวกเราก็น้อมลำรึกถึงคุณความดีของพระองค์ท่านที่ทรงมีพระเมตตากับช้างไทย และจะสืบสานปณิธานของพระองค์ท่านตลอดไป</p>
</div>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blog.elephanthospital.com/?feed=rss2&amp;p=13</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>
